Showing posts with label Forex. Show all posts
Showing posts with label Forex. Show all posts

2012-09-23

เนฟฟ์เทคนิค


Status Update
By Getset MoneyTherapy
เป็นข้อคิดที่ดีมากครับ :)

เรื่อง เนฟฟ์เทคนิค โดย ดร.ชาคริต สุวรรณโชติ

จอห์น เนฟฟ์ ผู้ที่เคยบริหารกองทุนหุ้น Winsorซึ่งมีสินทรัพย์มากที่สุดในอเมริกา ยาวนานต่อเนื่องถึง 32 ปีถือได้ว่าเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนหนึ่งที่มีสไตล์การลงทุนแบบอนุรักษ์นิยมเนฟฟ์มักจะสนใจในหุ้นที่ยังไม่เป็นที่สนใจจากตลาดหรือถูกมองข้ามรวมถึงหุ้นที่ถูกเข้าใจผิดในบางช่วงเวลา แนวทางการเลือกหุ้นของจอห์นเนฟที่สำคัญๆนั้น มี 7 ข้อ ซึ่งผมสรุปมาจากหนังสือ "JOHN NEFF on investing"เขียนโดย John Neff และ S.L. Mintz และ ถูกแปลเป็นภาษาไทย ชื่อหนังสือว่า"ลงทุนแบบจอห์น เนฟฟ์" โดย ดร. กุสยา ลีฬหาวงศ์จอห์น เนฟฟ์ ตั้งกฏเกณฑ์การลงทุนของกองทุน 7 ข้อโดยเลือกลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

1. P/E ต่ำกฏข้อนี้เป็นหลักปฏิบัติที่ เนฟฟ์ ยึดมั่นเป็นที่สุดทั้งนี้เนฟฟ์จะเลือกลงทุนที่มี P/E ต่ำ (ในที่นี้คือน้อยกว่า 10)โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนฟฟ์จะชอบมากถ้าเจอบริษัทที่มี P/E ต่ำในช่วงเวลาที่บริษัทนั้นๆ "ถูกตลาดเข้าใจผิด"ซึ่งอาจเกิดจากข่าวร้ายต่างๆที่ออกมาภายหลังการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจบางอย่างภายในบริษัทการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร การเพิ่มทุนการตกต่ำของอุตสาหกรรมโดยรวมแบบชั่วคราว เป็นต้น สำหรับบริษัทอื่นๆ ที่มีP/E ต่ำ อาจจะมาจากการที่บริษัทนั้นๆ "ถูกตลาดมองข้าม"เนื่องจากความน่าเบื่อของธุรกิจหรือการเติบโตยังอยู่ในช่วงที่ค่อยเป็นค่อยไป เนฟฟ์กล่าวว่าการลงทุนโดยใช้กลยุทธ์ P/E ต่ำนี้ สามารถคาดหวังกำไรได้จากสองช่องทาง คือการที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจากกำไรปกติที่เพิ่มขึ้น (ซึ่งมีความปลอดภัยกว่าการลงทุนในหุ้นที่กำลัง "ฟู่ฟ่า" จากความคาดหวังกำไรในอนาคตอันสวยหรู)นอกจากนั้น ยังมีโอกาสได้โบนัส จากการที่ตลาดปรับค่า P/Eให้เพิ่มขึ้นในบางช่วงเวลาที่ตลาดเข้าใจอะไรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จอห์นเนฟฟ์ เน้นย้ำตอนท้ายไว้ว่า "คุณต้ิิองแยกแยะหุ้นที่ถูกขายในราคาส่วนลด(bargain price) เพราะความเข้าใจผิดและถูกมองข้ามกับหุ้นที่ไม่มีอนาคตให้ออก"

2. เติบโตไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไปเนฟฟ์ตั้งค่าพื้นฐานไว้ที่เติบโตไม่ต่ำกว่า 7% ต่อปีโดยคาดหวังว่าบริษัทจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวและไม่คาดหวังว่าบริษัทจะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดกรณีที่บริษัทเติบโตก้าวกระโดด เช่น มากกว่า 20%เนฟฟ์จะเริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้น จนอาจจะลดการถือครองบริษัทนั้นๆลงเนื่องจากมองว่าสิ่งดังกล่าวนั้นมีความไม่แน่นอนซึ่งถ้าบริษัทไม่สามารถทำการเติบโตระดับสูงนั้นๆได้อย่างต่อเนื่องแม้เพียงเล็กน้อยอาจส่งผลให้ตลาดเกิดการผิดหวัง และเกิดการลดลงอย่างรุนแรงของราคาหุ้น

3.คำนึงถึงเงินปันผลเนฟฟ์พิจารณาผลตอบแทนที่จะได้รับโดยรวมเงินปันผลเข้ามาเป็นส่วนสำคัญด้วยยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 10% ต่อปีและมีเงินปันผลประมาณ 5% เนฟฟ์จะมองว่าบริษัทนี้ให้ผลตอบแทนต่อปีประมาณ 15%และเนื่องจากหุ้นที่เนฟฟ์เลือกลงทุนนั้นมีผลดำเนินงานเติบโตต่อเนื่องดังนั้น เนฟฟ์ยังสามารถคาดหวังการเติบโตของเงินปันผลที่จะได้รับอีกด้วยเนฟฟ์ให้ข้อสังเกตว่า โดยปกติแล้วตลาดมักให้ P/E กับหุ้นตัวหนึ่งๆโดยจะมองการเติบโตของกำไรในอนาคตเป็นหลักและไม่ได้ดูเงินปันผลมากนักสังเกตได้จากที่บางครั้งตลาดมักให้ P/E ของบริษัทที่คาดว่าจะเติบโต 20%แต่มีเงินปันผล 1% เป็นสองเท่าของ บริษัทที่คาดว่าจะเติบโต 11%แต่มีเงินปันผล 10% (ในสมมติฐานที่ว่า ทั้งสองบริษัททำธุรกิจคล้ายกัน)

4. อัตราส่วนผลตอบแทนรวมหลังจากที่เนฟฟ์พิจารณาผลตอบแทนโดยรวมจากการรวมเอาอัตราการเติบโตของบริษัทที่คาดว่าจะทำได้กับปันผลที่คาดว่าจะได้รับแล้วเนฟฟ์จะเอามาเทียบกับค่า P/E ของบริษัทในขณะนั้น เช่นถ้าคาดว่าบริษัทจะเติบโต 10% และมีปันผล 5%จะได้ว่าบริษัทมีผลตอบแทนรวมเท่ากับ 15% โดยถ้า P/Eของบริษัทในขณะนั้นเท่ากับ 7.5 จะได้ว่า ค่า ผลตอบแทนรวมหารด้วย P/Eมีค่าเท่ากับ 2 เท่า และเรียกตัวเลขนี้ว่า "อัตราส่วนผลตอบแทนรวม"เนฟฟ์จะนำตัวเลขที่ได้ของบริษัทที่สนใจลงทุนนี้ไปเปรียบเทียบกับตัวเลขเฉลี่ยของทั้งตลาดยิ่งค่าทั้งสองค่านี้มีความแตกต่างกันมากเท่าไหร่เนฟฟ์จะยิ่งสนใจบริษัทนั้นๆ มากขึ้น

5. ให้โอกาสในการปรับ P/E ช่วยลดความเสี่ยงของวัฏจักรเนฟฟ์ลงทุนในหุ้นวัฏจักรเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของพอร์ตการลงทุนโดยเนฟฟ์มักจะจับจังหวะซื้อหลังจากจบวงจรที่ราคาหุ้นลดลงอย่างมากและเข้าซื้อหุ้นช่วงที่กำไรกำลังพุ่งขึ้นและค่า P/E ลดลงแต่ยังไม่ถึงจุดที่มีกำไรสูงสุด ในระหว่างนี้เอง ตลาดอาจจะมีการปรับค่าP/E ให้จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของกำไรโดยจะเพิ่มควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของกำไรจากกนั้นเนฟฟ์จะขายหุ้นออกก่อนที่บริษัทจะประกาศกำไรสูงที่สุดออกมาตรงนี้เอง เนฟฟ์เน้นย้ำว่า "การทำนายหรือคาดการณ์ได้เช่นนี้นักลงทุนต้องมีความเข้าใจในการเตลื่อนไหวของอุตสาหกรรมและพิจารณาภาวะเศรษฐกิจได้อย่างถี่ถ้วนเสียก่อน"

6. ลงทุนในบริษัทที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตเนฟฟ์แนะนำให้ลงทุนในบริษัทที่มีความมั่นคงแข็งแกร่งโดยเฉพาะบริษัทที่เป็นเจ้าตลาดในธุรกิจหลักที่ตัวเองทำอยู่อย่างไรก็ตามบริษัทเหล่านี้ในช่วงเวลาปกติมักจะไม่เข้าเงื่อนไขการลงทุนในหุ้นP/E ต่ำของเนฟฟ์ ฉะนั้นเนฟฟ์มักจะมีโอกาสลงทุนในบริษัทเหล่านี้ก็ต่อเมื่อมีข่าวร้ายหรือเหตุการณ์ร้ายๆที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับบริษัทนั้นๆ เช่นภัยธรรมชาติ จราจล การเมืองจนบางครั้งทำให้ผลประกอบการของบริษัทนั้นออกมาแย่ชั่วคราวแต่ทำให้ตลาดมองในแง่ร้ายและเทขายหุ้นบริษัทนั้นๆออกมาแบบลืมตัวหลังจากที่เนฟฟ์เข้าซื้อหุ้นเขาก็จะขายออกไปในช่วงที่บริษัทกลับมาทำผลประกอบการได้ดีเป็นปกติและเมื่อตลาดปรับP/E กลับมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

7. ดูปัจจัยพื้นฐานภายในตัวบริษัทเมื่อบริษัทมีการเติบโตของยอดขายและกำไรเนฟฟ์จะพิจารณาดูว่าการเพิ่มขี้นของยอดขายนั้นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนหน่วยที่ขายได้เพียงอย่างเดียวหรือเกิดจากการปรับตัวขึ้นของราคาต่อหน่วยด้วยสิ่งนี้จะเป็นตัวแสดงให้เห็นว่า Gross Profit Margin (GPM)ของบริษัทดีขึ้น และมีโอกาสส่งผลไปถึงการปรับเพิ่มของ P/E ที่ตลาดมอบให้ในทางกลับกันถ้าบริษัทมีปัญหาติดขัดเนฟฟ์จะพิจารณาดูว่าปัญหานั้นเป็นปัญหาที่น่าจะแก้ไขได้โดยใช้เวลานานแค่ไหนถ้าเนฟฟ์พิจารณาแล้วว่าเป็นปัญหาที่น่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและสามารถแก้ไขตัวเองได้โดยใช้เวลาไม่มากนักเนฟฟ์ก็จะให้ความสนใจเป็นพิเศษ นอกจากนั้นสิ่งที่เนฟฟ์มักจะพิจารณาก่อนลงทุนคือ กระแสเงินสดและผลตอบแทนผู้ถือหุ้น(ROE) โดนเนฟฟ์จะชอบบริษัทที่มีกระแสเงินสดอิสระเหลือเยอะหลังจากที่หักเงินเพื่อใช้ลงทุนและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนแล้วเนื่องจากเนฟฟ์คาดหวังว่าบริษัทจะสามารถจ่ายปันผลได้ในอัตราที่น่าพอใจต่อเนื่องในอนาคตหรือออกนโยบายการซื้อหุ้นคืน ท้ายที่สุด เนฟฟ์จะดูที่ Operating Marginว่าแข็งแกร่งไหมกำไรจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเปรียบเสมือนเกราะป้องกันให้บริษัทในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

2012-08-04

ข้อผิดพลาดในตลาดซื้อขายล่วงหน้า

KP Page

10:43 AM  -  Public
Getset MoneyTherapy · 4,111 like this
3 hours ago via mobile ·
เสาร์ อาทิตย์เป็นวันหยุดของคนทั่วไป แต่ถ้าพักผ่อนหายเหนื่อยแล้วมาปรับแนวคิดการลงทุนกันต่อครับ

20 กรกฎาคม 2555

ข้อผิดพลาด 10 ประการของนักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์

ตลาดอนุพันธ์หรือตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Future) เป็นตลาดทุนที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงการตื่นตัวของนักลงทุนในประเทศไทย นอกจากนี้ทางตลาดหลักทรัพย์ยังพยายามผลักดันให้ตลาดแห่งนี้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามมุ่งเน้นการออกผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ทองคำ โลหะเงิน น้ำมัน หรือล่าสุดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งแม้ยังไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควรเหมือนในต่างประเทศ แต่ยังไงก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามผลักดันให้ตลาดเติบโตมากแค่ไหน แต่สัดส่วนนักลงทุนที่สามารถทำกำไรได้กลับไม่ได้เติบโตตาม และต้องยอมรับความจริงที่ว่า นักเก็งกำไรในตลาดในตลาดฟิวเจอร์ ส่วนใหญ่มากกว่า 80% จะเป็นผู้ขาดทุน และมีเพียง 20% เท่านั้นที่กำไรและเสมอตัวอยู่ในตลาด
ไม่ต่างไปจาก กฎ 80/20 ของพาเรโต ที่หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้จะประกอบด้วยสัดส่วน 80/20 อยู่เสมอนั่นเอง

ซึ่งสัดส่วนดังกล่าว จริงๆก็ไม่ได้แปลกอะไร เพราะในโลกของเราทุกวันนี้ ก็มักมีคนที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่าคนที่ล้มเหลวอยู่แล้ว เพียงแต่ประเด็นที่สำคัญอยู่ที่ว่า ในกลุ่ม 80% นั้น จะมีสักกี่คนที่สามารถเรียนรู้จากความผิดพลาด พัฒนาตนเองและเดินแซงหน้าเพื่อมาอยู่ในกลุ่ม 20% ให้ได้ นั่นคือสิ่งท้าทายที่นักลงทุนทุกคนจะต้องทำหากคุณยังต้องการจะอยู่ในตลาดนี้ต่อไป........

ซึ่งจากการสังเกตพฤติกรรมของนักลงทุนส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอน ล้มเหลวนั้น พบว่ามีข้อผิดพลาดในการลงทุนบางประการที่คล้ายๆ กัน ดังนั้นหากเราเข้าใจถึงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์เหล่านี้และพยายามหลีกเลี่ยงมันได้ก็จะทำให้เรามีโอกาสเข้าไปอยู่ในกลุ่ม 20% มากยิ่งขึ้น

1. Over Trade การลงทุนเกินกำลังของตัวเอง
เนื่องจากการลงทุนในตลาด Futures นั้นใช้หลักประกันเพียงบางส่วนเพื่อทำการซื้อขายสัญญา ซี่งบางสินค้า ใช้เงินหลักประกันเริ่มต้นเพียง 10% เท่านั้น ดังนั้นหากนักลงทุนมีหลักประกันหรือเงินลงทุนที่น้อยแต่อยากที่จะลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มเพดานวงเงินที่สามารถเล่นได้ โดยลืมประเมินถึงมูลค่าของสัญญา และความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงในการขาดทุนได้

โดยสถานการณ์ที่ทำให้คนมักลืมตัว และเริ่ม Over trade มีหลายกรณี แต่หลักๆ คือ คนที่มีกำไรในช่วงแรกจนได้ใจ แล้วเกิดความโลภอยากได้กำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งมนุษย์ไม่เคยมีความพออยู่แล้ว จึงพยายามเปิดสถานะเพิ่มเพื่อทำกำไรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จนลืมคิดว่าเงินที่ลงทุนจริงอาจไม่เพียงพอหากตลาดกลับทางกับสิ่งที่ตัวเองคิดไว้ อีกกรณีหนึ่งคือ คนที่เล่นผิดขาและขาดทุน พวกนี้มักจะพยายามเฉลี่ยต้นทุนเพราะไม่สามารถยอมรับว่าตัวเองผิดพลาดได้ ยิ่งขาดทุน ยิ่งหน้ามืดและยิ่งพยายามเปิดสถานะเพิ่ม เพราะหวังว่ามันจะเด้งกลับมา

เราจะเห็นว่า ความโลภและความดื้อรั้น จะนำมาซึ่งการขาดสติ และมักจะทำให้เกิดความเสียหายตามมา เปรียบเสมือนนักพนันที่เล่นตามบ่อนซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อใดควรหยุดหรือถอย คนกลุ่มนี้จะยอมจบเมื่อหมดตัวเท่านั้น

2. Always to be the Victor ต้องการเป็นผู้ชนะตลอดเวลา
ไม่มีใครที่สามารถเทรดได้ถูกต้องทุกครั้ง ดังนั้นการได้กำไรและขาดทุนจึงเป็นเรื่องปรกติ ไม่ต่างอะไรจากเกมส์กีฬา ที่จะมีทั้งแพ้ และชนะผสมกันไป เพียงแต่เราแค่ต้องพัฒนาทักษะที่จะสามารถให้ครั้งที่ถูกมากกว่าครั้งที่ผิด (Win/loss Ratio) รวมถึงต้องพยายามควบคุมความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk and Reward) เพื่อจำกัดการขาดทุนในครั้งที่ผิด และการขยายจำนวนกำไรให้มากที่สุดในครั้งที่ถูก

แต่บ่อยครั้งที่จะเห็นว่า ผู้ที่เคยประสบความสำเร็จจากการลงทุนในหุ้น ที่ถือคติไม่ขายไม่ขาดทุน อาจนำมาใช้กับตลาดอนุพันธ์ไม่ได้เพราะ เนื่องจากความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ที่มีการกำหนดระยะเวลาของอายุสัญญา รวมถึงการคำนวนกำไรขาดทุนเป็นวัน และต้องมีการเรียกหลักประกันเพิ่ม ดังนั้น การทนถือ เพื่อไม่ยอมตัดขาดทุน อาจต้องทำให้เติมเงินไม่รู้จบ หรือการขาดทุนอาจจะมีมากกว่าเงินหลักประกันที่เริ่มใช้ในตอนแรกก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่ไม่ยอมแพ้หรือแพ้ไม่เป็น (ไม่ยอม Cut loss) ก็คือผู้ที่แพ้อย่างแน่นอนในตลาดอนุพันธ์

3.ไม่มีวินัย
นักลงทุนมากมายพยายามตั้งกฎการลงทุนหรือระบบของตัวเองขึ้นเพื่อใช้ในการตัดสินใจเข้าออก แต่กลับพบว่าเมื่อการเทรดเริ่มต้นขึ้น นักลงทุนส่วนมากกลับไม่สามารถควบคุมเกมให้เป็นไปตามระบบได้ เพราะในความเป็นจริงนักลงทุนจะถูกอารมณ์ ทั้งความโลภ ความกลัว ครอบงำจนหมดสิ้น ดังนั้น ไม่ว่านักลงทุนจะมีกฎเป็นร้อยเป็นพันข้อ แต่ถ้าไม่สามารถปฎิบัติได้จริงมันก็คงไม่มีความหมายอะไร

ซึ่งสิ่งที่จะทำให้เราสามารถซื้อขายตามกฎของเราได้นั้น มีเพียง วินัย เท่านั้นที่จะคอยควบคุมการซื้อขายของเราให้มีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ แต่แม้ว่าวินัยจะสำคัญเพียงไร เราก็ยังพบว่านักลงทุนที่ล้มเหลวส่วนใหญ่กลับหลงลืมมันเมื่อเข้าสู่สนามแข่งขัน ปล่อยให้การซื้อขายไหลไปตามภาวะอารมณ์ และในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับการลงทุนอยู่ร่ำไป

4.ไม่มีการกำหนด Trading plan
การวางแผน เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน ไม่ว่าคุณจะลงทุนในธุรกิจใดก็ตาม ก็จะต้องมีการวางแผนเพื่อจะประเมินถึงความคุ้มค่าในการลงทุน ระยะเวลาการลงทุน แนวโน้ม ความเสี่ยง และผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซี่งจะทำให้เราตัดสินใจได้ว่า มันคุ้มค่าต่อการลงทุนในครั้งนั้นๆ หรือไม่ ซึ่งการลงทุนในหุ้นหรืออนุพันธ์ก็คงไม่แตกต่างกัน เพียงแต่นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะใจร้อน โดยเข้าลงทุนก่อนแล้วค่อยวางแผน แต่ปัญหาสำคัญที่ตามมาก็คือ เมื่อนักลงทุนเหล่านั้นพิจารณาจาก asset ที่ตนเองลงทุนแล้วพบว่าไม่คุ้มเสี่ยงแต่บังเอิญตนเองได้ซื้อ Asset แล้ว ก็จะพยายามคิดเข้าข้างตนเองด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ เพื่อให้ตนสบายใจหรือคิดว่าตนเองนั้นคิดถูก ซึ่งท้ายที่สุดก็จะพึ่งโชคชะตา หรือไม่ก็สวดมนต์ภาวนาให้ราคาเป็นไปอย่างที่หวัง

ยิ่งการซื้อขายในฟิวเจอร์นั้น การเทรดจำนวนครั้งที่มากนั้นไม่ได้แปลว่าคุณจะได้กำไรมากตามไปด้วย เพราะทุกครั้งที่ออกหมัดก็เป็นการเปิดความเสี่ยงที่จะโดนสวนหมัดได้ตลอดเวลา จุดนี้คุณต้องตระหนักไว้ตลอดเวลาที่จะตัดสินใจเข้าเทรด

ดังนั้น คนที่จะลงทุนในฟิวเจอร์ จึงจะต้องมีแผนการเทรดก่อนเปิดสถานะเสมอ โดยจะต้องวางระบบที่จะใช้ในการเข้าออก order วาง target และมีจุด stop loss ที่แน่นอน เพื่อลดปัญหาการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ ซี่งเมื่อคุณหาจุดเข้าออกได้แล้ว ก็จะทำให้คุณสามารถประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนในรูปของ Risk to Reward Ratio ของการเทรดของคุณได้ โดยอัตราส่วนนี้ไม่ควรต่ำกว่า 2เท่า เช่น หากต้องการทำกำไรต่อครั้งที่ 6 จุด ดังนั้นการหยุดขาดทุนต้องไม่ให้เกิน 3 จุด เป็นต้น

5.ผูกติดกับข้อผิดพลาด
นักลงทุนหลายคนมักจะย้ำคิดย้ำทำกับข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองบ่อยๆ จนทำให้การตัดสินใจแต่ละครั้งจะเกิดความลังเล เพราะไม่แน่ใจ ว่าจะผิดพลาดซ้ำกับเหตุการณ์ที่เคยทำผิดมาก่อนหรือไม่ หากจะเปรียบกับนักมวย ก็เหมือนกับโดนต่อยเข้าที่หน้าและเกิดการแหยงหมัด และเมื่อขึ้นชกอีกครั้งก็กลับเกิดการลังเล ชักเข้าชักออก จนต้องโดนต่อยเข้าที่หน้าอีกรอบ พอความกลัวเข้ามา สติเริ่มขาดหาย ก็เปิดหน้าทิ่มหมัดอย่างเดียว ก็เลยถูกต่อยซะน่วม อาการนี้เขาเรียกเมาหมัด ซึ่งสุดท้ายจะหยุดชกได้ก็ต่อเมื่อโดนน๊อค ถ้าเปรียบกันกับผู้ลงทุนในฟิวเจอร์ ก็คือจนกว่าเงินจะหมด จึงจะเรียกสติกลับมาได้

6.ไม่ยอมใช้ Stop condition
เครื่องมือสำคัญที่จะทำให้อยู่รอดในตลาดอนุพันธ์ ก็คือการ Stop loss หรือการหยุดขาดทุน นี่คือวินัยสำคัญอันยิ่งยวดที่ผู้ลงทุนในตลาดอนุพันธ์จะต้องทำให้ได้ เพราะหากไม่สามารถหยุดขาดทุนได้แล้ว ก็เหมือนกับรถยนต์ที่ไม่มีเบรค เพราะต่อให้ผู้ขับเก่งกาจแค่ไหน แต่จะต้องจบลงด้วยการหมดตัวในที่สุด ซึ่งหลักการนี้ทำให้ผู้ที่เคยประสบความสำเร็จในหุ้น กลับต้องมาขาดทุนในตลาดฟิวเจอร์มานักต่อนักแล้ว เหตุเพราะการลงทุนในฟิวเจอร์ มี leverageค่อนข้างสูง จึงทำให้เวลาขาดทุนมันดับเบิ้ลหลายเท่าเมื่อเทียบกับหลักประกันที่ใช้ลงทุนตั้งต้น ประกอบกับสัญญามีการกำหนดเวลาหมดอายุชัดเจน และมีการบันทึกกำไรขาดทุนจริงทุกวัน จากราคาที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการถือแบบลงทุนระยะยาว หรือใช้คติไม่ขายไม่ขาดทุน ในตลาดนี้ ไม่สามารถใช้ได้ ซึ่งผู้ลงทุนที่ไม่เข้าใจในหลักการข้อนี้แล้ว ก็เท่ากับปิดประตูแพ้ทันที

7. Don’t know Regulations and Rules การที่ไม่ได้ศึกษาถึงกฎกติกาให้ดีก่อน
เช่น สินค้าอ้างอิงว่าเป็นสินค้าอะไร ,เงื่อนไขการวางหลักประกัน, วันหมดอายุสัญญา, มูลค่าของสัญญา ,วีธีการคำนวนราคา Daily Settlement price และ Final Settlement Price ซึ่งข้อผิดพลาดเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดทอนเงินทุนและกำลังใจของผู้ลงทุนก่อนถึงเป้าหมายได้ เปรียบเสมือนเกมส์การแข่งขันในกีฬาแต่ละประเภท หากไม่ศึกษาถึงกฎกติกาวิธีการเล่นอย่างชัดเจนแล้ว ก็ยากที่จะชนะหรือได้เปรียบต่อนักลงทุนรายอื่นได้ ซึ่งตัวอย่างที่จะเห็นได้ง่ายๆ คือการที่เข้าเปิดสถานะซื้อสัญญาที่กำลังจะหมดอายุ โดยมีราคาสูงกว่า ราคาสินค้าอ้างอิงอยู่มาก ทำให้เมื่อถึงวันหมดอายุสัญญา ต้องขาดทุนอย่างที่ไม่ควร เป็นต้น

8. Hold 2 positions การเปิดสถานะสองด้าน
การเปิดสัญญา 2ด้านใน Series เดียวกัน (2 legs position) หรือการทำ hedging ด้วยการ Long และ Short คนละSeries (เดือนหมดอายุไม่เท่ากันแต่สัญญาสินค้าอ้างอิงเดียวกัน) เพื่อต้องการแก้ไขพอร์ตการลงทุนหรืออยากทำกำไรทั้งสองด้าน (ทั้งขึ้นหรือลง) ซึ่งที่เห็นส่วนใหญ่นั้น จะเกิดจากการที่นักลงทุนมีการลงทุนที่ผิดทางในครั้งแรก แต่ไม่ยอมปิดสถานะจึงเลือกที่จะทำการถือสถานะทั้งสองด้านเพราะไม่อยากปิดสัญญาด้านแรกที่ต้องรับรู้การขาดทุน ดังนั้นจึงหลอกตัวเองด้วยการไม่ปิดสถานะเพราะเชื่อว่าไม่ปิดก็ยังไม่ขาดทุน

โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ล้มเหลวนั้นจะคิดว่าตนเองสามารถแกะสถานะทั้งสองด้านเพื่อทำให้สุดท้ายเกิดกำไรได้ทั้งสองด้าน ซึ่งความเป็นจริงนั้นมันทำได้ยากมาก ดังนั้นการเปิดสถานะทั้งสองด้านจะเป็นปัญหาและอุปสรรคมากกว่า เนื่องจากจะทำให้การตัดสินใจของผู้ลงทุนจะไม่เฉียบคมเพราะการถือสถานะทั้งสองข้างจะทำให้เกิดความลังเลใจเนื่องจากจะมีด้านหนึ่งกำไรและด้านหนึ่งขาดทุนอยู่ตลอดเวลาซึ่งผู้ที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนตลาดฟิวเจอร์ ส่วนใหญ่นั้นจะตัดใจด้วยการปิดสถานะทันทีเมื่อทิศทางไม่ได้เป็นอย่างที่คิด จากนั้นค่อยหาจังหวะใหม่ในการเปิดสถานะใหม่

9. Overnight trade การเปิดสถานะข้ามวัน
บางช่วงเวลาหากประเมินสภาวะตลาดหรือมองทิศทางของแนวโน้มไม่ออก การเปิดสถานะค้างไว้เพื่อลุ้นในวันถัดไป ก็คงไม่ต่างอะไรกับการพนัน ที่เพียงเดาว่ามันจะขึ้นหรือลง ซึ่งบ่อยครั้งจะเห็นได้ว่ากำไรที่สะสมมาระหว่างวันนั้น กลายเป็นต้องมานั่งลุ้นนั่งพนันกับสิ่งไม่แน่นอนหรือควบคุมไม่ได้ในช่วงกลางคืนที่ตลาดปิด ดังจะเห็นได้จากราคาทองคำที่มีการซื้อขายอยู่ตลอด 24 ช.ม. แต่เวลาที่เราสามารถควบคุมได้(หยุดขาดทุนได้) ก็มีเพียงช่วงเวลาเทรดเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์อาจเปลี่ยนไปในช่วงข้ามคืนในขณะที่เราไม่สามารถควบคุมความเสี่ยงได้เลย หรือการซื้อขายดัชนีล่วงหน้า SET50 ที่อาจมีแนวโน้มเปลี่ยนไปในช่วงกลางคืนจากการผันผวนของดัชนีตลาดต่างประเทศ เช่น Dowjone ก็อาจส่งผลในทิศทางตรงกันข้ามในช่วงเวลาเปิดตลาดของวันถัดไปก็เป็นได้

ดังนั้น การปิดประตูความเสี่ยง ได้คือการไม่มีสถานะ ในช่วงที่เราไม่สามารถควบคุมการลงทุนของเราได้

10.ไม่ประเมินสภาพคล่องของสถานะคงค้าง OI (Open Interest) และ Volume
มีนักลงทุนหลายคน มองเห็นถึงโอกาสส่วนต่างทางด้านราคาของสินค้าอนุพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น Single Stock Gold Futures หรือ SET50 index options ว่ามีราคาฟิวเจอร์ที่ต่างจากสินค้าอ้างอิงอยู่มาก แต่เมื่อเขาทำการซื้อขายแล้ว กลับไม่สามารถทำกำไรได้ เนื่องจากไม่สามารถหาสัญญาตรงข้ามมาปิดสถานะเพื่อทำกำไรได้จริง กลับเห็นกำไรเป็นแค่ unrealized Profit ที่อยู่ในพอร์ต แต่พอเมื่อวันเวลาผ่านไป กลับเจอปัญหาว่า ทิศทางของราคาได้เปลี่ยนไปในทางตรงกันข้ามกับที่เปิดสถานะไว้ จึงทำให้ตัวเองต้องขาดทุนอย่างไม่ได้ตั้งใจ แตซ้ำร้ายกว่านั้น หากหลักประกันมีไม่มากพอ อาจต้องโดนบังคับขายด้วยราคาที่ไม่พึงประสงค์ และขาดทุนในที่สุด ในเวลาต่อมา

สรุปได้ว่า "การเข้าลงทุนในหลักทรัพย์ใดก็ตาม โดยมิได้ประเมินถึงสภาพคล่องอาจเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต้องขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะไม่สามารถจับคู่ได้ จุดนี้นักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์จึงจำเป็นจะต้องตรวจสอบ Open Interest อยู่เสมอว่ายังมีผู้ถือสถานะอยู่เท่าไร"

เรียบเรียงโดย 2Binvestor

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=375043822565360&id=230929756976768
เสาร์... | Facebook »
Getset MoneyTherapy wrote: เสาร์ อาทิตย์เป็นวันหยุดของคนทั่วไป... Join Facebook to connect with Getset MoneyTherapy and others you may know.

KP Page

6:46 AM  -  Public
ถนนใหม่เชื่อม "เกียกกาย-วงแหวน ตต." ผ่าชุมชนหนาแน่นย่าน กฟผ.-เรือกสวน -http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1344052842

โครงการเชื่อมต่อโครงข่ายถนนระหว่างโครงการสะพานเกียกกาย บริเวณถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ (Local Road) กับถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนตะวันตก) ของ "ทช.-กรมทางหลวงชนบท" สังกัดกระทรวงคมนาคม ครั้งนี้รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจน ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ในปี 2556 กำหนดแล้วเสร็จในปี 2558

ตามแผนจะเป็นโครงการก่อสร้างถนนตัดใหม่เชื่อมกับ ถ.วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตกของ ทช. เพื่อเสริมโครงข่ายโดยรอบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกเหนือจากโครงข่ายรถไฟฟ้าหลากสี สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณแยกเกียกกาย และถนนต่อเชื่อมของ "กทม.-กรุงเทพมหานคร" และทางด่วนสายใหม่ "ศรีรัช-วงแหวนรอบนอกตะวันตก" ของ "กทพ.-การทางพิเศษแห่งประเทศไทย"

แนวเส้นทางโครงการมีจุดเริ่มต้นบริเวณถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ (Local Road) ตัดผ่านชุมชนปากเกร็ดใกล้กับ "กฟผ.-การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย" มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก จากนั้นตัดผ่าน ถ.ราชพฤกษ์ บริเวณด้านทิศเหนือคลองมหาสวัสดิ์ เชื่อมต่อกับ ถ.วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก แนวเส้นทางจะขนานกับแนวโครงการทางด่วนสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกของการทางพิเศษฯ มีระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร

KP Page

6:41 AM  -  Public
ชาวบ้านระนองพบกระทิง อช.เร่งกั้นเขตคุ้มครองhttp://www.thairath.co.th/content/region/281134

อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว จ.ระนอง มีพื้นที่ครอบคลุมบางส่วนของ จ.ชุมพร ล่าสุดได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบฝูงกระทิงป่าจากภูเขาลงมายังหมู่บ้าน จึงให้เจ้าหน้าที่ออกสำรวจพบฝูงกระทิงกว่า 10 ตัว อยู่บริเวณเขานมสาว ซึ่งเป็นภูเขาสูงอยู่กลางอุทยาน 

KP Page

6:39 AM  -  Public
เบอร์ลี่ฯจ่อซื้อ"แฟมิลี่มาร์ท" ต่อแผนรุกทีซีซีบุกอาเซียน -

“กลุ่มแฟมิลี่มาร์ท เป็นยักษ์ค้าปลีกแห่งญี่ปุ่น ไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุน และโนว์ฮาว แต่ต้องการทีมผู้บริหารที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจ ผลักดันการขยายเครือข่ายอย่างรวดเร็ว ทำตลาดรองรับการแข่งขันที่รุนแรงในสนามค้าปลีกประเทศไทยมากกว่า”

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี เคยให้สัมภาษณ์ว่า ในแผน 4-5 ปีนับจากนี้ ได้วางวิสัยทัศน์ของบริษัทให้เป็นบริษัทผู้ผลิต กระจายสินค้า รวมทั้งค้าปลีกของภูมิภาคอาเซียน ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำภายใน 4-5 ปี เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยวางรูปแบบการดำเนินงาน คือ การเข้าซื้อกิจการ หาพันธมิตร รวมทั้งลงทุนเองในภูมิภาคนี้ ในสินค้า 3 กลุ่มหลักคือ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าบรรจุภัณฑ์ และเวชภัณฑ์ ซึ่งจะให้น้ำหนักลงทุนในประเทศประมาณ 40% และอีก 60% เป็นการลงทุนต่างประเทศ โดยได้ตั้งงบลงทุนไว้ 2,000 ล้านบาท เน้นการลงทุนเรื่องการกระจายสินค้าในเวียดนามและพม่า

 นอกจากนี้ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บีเจซีได้ทุ่มทุนในการซื้อกิจการจากหลายธุรกิจ ทั้งธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้ว, ธุรกิจสแน็ก, การเข้าร่วมทุนกับกลุ่มดานอน ฝรั่งเศส เจ้าของแบรนด์แอคทีเวีย
เบอร์ลี่ฯจ่อซื้อ"แฟมิลี่มาร์ท" ต่อแผนรุกทีซีซีบุกอาเซียน »
"เบอร์ลี่ยุคเกอร์" ธุรกิจหนึ่งของตระกูล "สิริวัฒนภักดี" สยายปีกระลอกใหม่ วงในเผยเตรียมทาบซื้อ "แฟมิลี่มาร์ท"หวังต่อเครือข่ายธุรกิจ

2012-05-20

Fx.Warren Buffett


บัฟเฟตต์ไม่ปลื้มทองคำสักเท่าไร ถึงแม้ผู้คนจะแห่ลงทุนทองคำ เขาเคยพูดไว้ว่า เมื่อตอนที่เทกโอเวอร์เบิร์กไชร์ฯ ราคาทองอยู่ที่ 20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาหุ้นเบิร์กไชร์อยู่ที่ 15 ดอลลาร์ แต่ปัจจุบันราคาทองอยู่ที่ 1,600 ดอลลาร์ ราคาหุ้นเบิร์กไชร์อยู่ที่ 120,000 ดอลลาร์ต่อหุ้น

อีกเคล็ดลับ คือ ซื้อในสิ่งที่คุณมีความรู้ แม้ยักษ์เทคโนโลยีอย่างกูเกิลและแอปเปิลจะเป็นที่หมายปอง แต่ไม่ใช่สำหรับบัฟเฟตต์และมังเกอร์ ซึ่งบริษัทเหล่านี้อยู่นอกเหนือความสามารถหยั่งรู้ของทั้งคู่ ดังที่บัฟเฟตต์เคยพูดว่า หากคุณซื้อธุรกิจที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า คุณจะทำเงินได้ และหากคุณรู้ว่าธุรกิจอะไรที่สามารถสร้างมูลค่าและไม่สร้างมูลค่า คุณก็จะทำเงินได้

อีกเทคนิค ที่ต้องเรียนรู้ นั่นคือ รอคอยราคาที่เหมาะสม เพราะนอกเหนือจากการลงทุนในธุรกิจที่มีความรู้จริงๆ เสน่ห์ของหุ้นอยู่ที่บริษัทต่างๆ ขายมันในราคาที่น่าสงสาร และนี่ทำให้บัฟเฟตต์และชาร์ลีร่ำรวย

สุดท้าย คือ ทำให้ง่ายเข้าไว้ แม้คุณจะทำให้การลงทุนสลับซับซ้อนได้มากตามที่ต้องการ แต่มันไม่จำเป็น การขยับขยายความสามารถในการลงทุนอาจต้องใช้เวลา หากคุณมองหาธุรกิจใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีแบบแกะกล่อง ซึ่งกรณีของบัฟเฟตต์ไม่ใช่แบบนั้น ท็อป 4 หุ้นในพอร์ตลงทุนของคุณปู่ ได้แก่ โคคา-โคลา อเมริกัน เอ็กซ์เพรส ไอบีเอ็ม และธนาคารเวลส์ ฟาร์โก ซึ่งไม่ได้โดดเด่นมากมาย หรือมาพร้อมผลิตภัณฑ์สุดไฮเทค 
ถอดรหัสลงทุนสไตล์ 'วอร์เรน บัฟเฟตต์' »
กางพอร์ตลงทุนล่าสุด "เบิร์กไชร์ แฮทอะเวย์" จับทางความรวยสไตล์ "วอร์เรน บัฟเฟตต์"

Voice TV

Apr 18, 2012  -  Public
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากขั้นแรก »
มหาเศรษฐีพันล้าน วอร์เรน บัฟเฟตต์เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เผยไม่วิตกกังวล พร้อมยืนยันยังไม่ลงจากเก้าอี้ผู้บริหารสูงสุดเบิร์กไชร์ แฮธะเวย์ส์ นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีพันล้าน และติดทำเนียบมหาเศรษ...

Voice TV

Feb 26, 2012  -  Public
วอร์เรน บัฟเฟต เผยวางตัวทายาทธุรกิจไว้แล้ว »
นายวอร์เรน บัฟเฟต มหาเศรษฐีอันดับ 3 ของโลก ในวัย 81 ปี ประกาศว่า เขาได้วางตัวทายาททางธุรกิจที่จะเข้าบริหารบริษัทแทนเขาแล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อทายาทที่ถูกวางตัวไว้ นายวอร์เรน บัฟเฟต ...


KP Page

May 17, 2012  -  Public
"ต้องยอมรับว่าขณะนี้นักลงทุนส่วนใหญ่ติดทองไว้ในราคาสูง มีทองอยู่ในมือแต่ไม่มีเงินแล้ว เพราะราคาทองร่วงรอบนี้กินเวลานาน ไม่เหมือนในช่วงที่ผ่านมา ที่ลงแล้วเดี๋ยวก็ขึ้น"
... น่าเห็นใจคนมีตังค์นะ ช่วยไม่ได้ ไม่รู้จักพอเพียง ตามที่พ่อสอนไว้ ... ถ้าให้ดี ต้องเอาไปซื้อหุ้นปูนใหญ่ SCB หรือ ช่วยอุดหนุนโรงแรมเคมพิน ไปเที่ยวสวนน้ำสเปน ... นั่นแหละ ถึงจะเรียกว่าพอเพียงอย่างแท้จริง
http://www.thairath.co.th/content/eco/261242
กูรูมองราคาทองคำระยะสั้นมีโอกาสลงต่อ »
กูรูทองคำมองราคาทองคำระยะสั้นมีโอกาสลงต่อ จากปัจจัยลบการจัดตั้งรัฐบาลกรีซไม่สำเร็จ แนะนักลงทุนทยอยซื้อสะสม

สเปนคือภาพจำลองของไทยในปี ๒๕๔๐ แต่ในยุโรปตอนนี้ถูกกลบไปด้วยเรื่องข่าวของกรีซ ฝรั่งเศส
รัฐบาลสเปนเข้าไปเทคโอเวอร์ธนาคาร ตอนปี 2540 เอกธนกิจจะควบรวมกับไทยธนุ แต่ไม่ผ่าน สถานการณ์ตอนนั้นเหมือนกับสเปนในตอนนี้ แต่เศรษฐกิจไทยมีขนาดเล็กมากของตลาดโลก ต่อให้เราล้มทั้งประเทศในปี 2540 โลกก็ไม่กระเทือน แต่สเปน ปัญหาเหมือนไทยคล้ายๆ กัน แต่รุนแรงกว่า และขนาดของสินทรัพย์นั้นมีขนาดใหญ่มาก เมื่อรัฐบาลเข้าไปเทคโอเวอร์ธนาคารระดับ 3 ในสเปน ผลก็คือ ทำให้ตลาดเริ่มกลับมาเชื่อมั่นนิดหนึ่ง

ผลก็คือว่า มองไปด้านไหนก็มีแต่ความเสี่ยงไปหมด ระดับโลก หากว่ากรีซไม่แสดงท่าทีว่าจะเบี้ยว และฝรั่งเศสไม่แสดงท่าทีเช่นนี้ทางการคลัง นักลงทุนทั่วโลกก็น่าจะปล่อยกู้ให้สเปนต่อไป แต่เมื่อฝรั่งเศสส่งสัญญาณเบี้ยวแล้ว ไม่ต้องขาดดุลการคลัง ต้องกลับมาช่วยฝรั่งเศสก่อน ซึ่งประชาชนโหวตเลือกคนใหม่เข้ามา ก็หมายความว่าเลือกที่จะออกจากยูโร

http://www.siamintelligence.com/investment-analysis-o-world-crisis-economic-situation/ 
รู้ใช้เข้าใจเงิน: วิเคราะห์การลงทุนผ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก « Siam Intelligence »
"นักลงทุนจะมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง กำไรน้อยมีความเจ็บปวดมากกว่าขาดทุนนะ" ถ้าตกรถไฟจะเจ็บปวดมากกว่าการขาดทุน ทำให้การลงทุนต่างๆ ถึงได้ผิดพลาด


Markus Ahlberg

May 18, 2012  -  
+1'd on www.economist.com
  -  Public
Warren Buffet talks to the Economist on why he is giving away his wealth.
Giving away a lot of money »
The chairman of Berkshire Hathaway discusses his motivations for giving wealth away, history's great philanthropists and why his tax return is not a factor


Shayari Unplugged originally shared this post:
Someone’s sitting in the shade today because someone planted a tree a long time ago.
: Warren Buffet

☛ http://www.shayariunplugged.co.in/
☛ https://www.twitter.com/shayari_unplugd
 
Excellent Quotes by Warren Buffet »
ON EARNING : "Never depend on single income make investment to create a second source". ON SPENDING : "If you buy things you do not need, soon you will have to sell things need". O...
 
Ross Nunamaker originally shared this post:
The arguments about scaling and moving to digital make sense, but I still haven't seen a model that works online. Small circulation newspapers have the luxury the advertising being reasonably steady. The weekly publication especially has many community announcements and local ads. These mostly remain stead, except the cost of people, printing and distribution continues to climb.

Attempts by others to shift these local advertisers to digital has mostly failed (as Patch will see).

I don't think Buffet would go for a loser, but this may just be a modest, moderate gain, if not break-even.

What do you think? Small circulation newspapers worth purchasing?
Why Warren Buffett is buying newspapers »
The Oracle of Omaha acquired his hometown newspaper in January and just snapped up dozens more in a $142 million deal. This is supposed to be the fastest declining industry in America. What is Warren Buffett up to? Here’s why the deal makes a lot more sense than it appears: A “three corner pool shot” This week’s deal makes Buffett’s company, Berkshire Hathaway, the proud owner of the Richmond Times-Dispatch and 62 other daily and weekly papers in...




From the web
Warren Buffett and his conglomerate investment holding company Berkshire Hathaway's (BRK.B) investment returns are legendary. Over the long-term, the company has averaged over a 20% growth in book-value, and it's stock has returned more than 76% during the last decade from ...

 
From the web
ehab 911 Online Motivational Programs 501 (3) (c) Not-For-Profit Religious Corp -a place where soldiers can examine for themselves the effects of service...

From the web
Most people don't understand the power of direct sales. I know I didn't before I took my leap of faith and partnered with Rodan + Fields Dermatologists...

From the web
Warren Buffet has a net worth of $44 billion. He is the CEO of Berkshire Hathaway. Aged 81, he is a self-made billionaire who currently resides in Omaha, NE. As an American citizen, he graduated from the University of Nebraska Lincoln with a BA/BS and completed his masters at Columbia University.
 

Fred Madrid

May 12, 2012  -     -  Public
warren buffet = old man getting away with things
TechCrunch originally shared this post:
"Warren Buffett is like my ten year old.."
TechCrunch | Warren Buffett Is A Punk »
Warren Buffett is like my ten year old. When she gives me some BS story about something she needs or something she is suggesting there's always a good reason for it. But whenever there's a good reason...

puja gaur

May 12, 2012  -  
+1'd on gklinkzone.blogspot.in
  -  Public
AMAZING FACTS ABOUT WARREN BUFFET: 3rd RICHEST MAN IN THE WORLD:- | GK Link Zone »
GK Link Zone is collection of Daily Newspaper Notes, Current Affairs, NEWS Headlines, GK n GS Notes For UPSC and Other competitive Exam
 

Greg Soon

May 12, 2012  -  Public
"I am quite serious when I say that I do not believe there are, on the whole earth besides, so many intensified bores as in these United States."
~Warren Buffett
... Ironic

Ro Omrow

May 11, 2012  -  Public
I was hoping that maybe..., lets say..., someone like..., er, Warren Buffet could tell us about the next update from Microsoft on their Windows 8 platform.

Yes, Warren. Please take it away ... tell us about the latest User Interfaces and how the Windows 8 platform will simplify maintenance of patches. Security and virtualization... exploitation of 64bit processors from Intel.. Please enlighten us.

Oh and wait... Warren, you have been diagnosed with prostate cancer. Please enlighten us on the latest treatment methods.

OMG. Can we ask someone who is least qualified to comment on these subjects?

http://www.valuewalk.com/2012/05/bill-gates-on-cancer-philanthropy-and-gold-video/
Bill Gates on Cancer, Philanthropy and Gold (Video) »
Microsoft founder Bill Gates talks to CNBC's Becky Quick at the annual Berkshire shareholder meeting in Omaha, Nebraska. Gates agrees with Warren Buffett and

TTI of USA

May 11, 2012  -  Public
"In the business world, the rearview mirror is always clearer than the windshield." - Warren Buffett