2012-02-18

Fx.Bullish Value Investor

KP Page  -  Yesterday 9:51 PM  -  Public
บรรพต ธนาเพิ่มสุข
@MJ_Eigสัปดาห์นี้มีงานสัมมนาดีๆมาฝากทุกท่านครับ เต็มอิ่มกับความรู้ตลอดทั้งวันเลยนะครับที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์HallA pic.twitter.com/J0I2iPJo

https://twitter.com/#!/MJ_Eig/status/170182355301052416/photo/1

KP Page

KP Page's profile photo
KP Page  -  Yesterday 9:49 PM  -  Public
Chayanon Rakkanjanan @MrMessenger

วันนี้ ให้กำลังใจมนุษย์เงินเดือนที่ต้องการเก้บเงินหน่อยดีกว่า
คุณรู้หรือไม่? ด้วยการเก็บเงินเดือนละ 10,000 บาท ไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 6%ต่อปี คุณจะมีเงินเก็บทั้งสิ้น 1,000,000 บาท ภายในปีที่ 7
ด้วยการเก็บเงินเดือนละ 5,000 บาท ไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 6%ต่อปี คุณจะมีเงินเก็บทั้งสิ้น 1,000,000 บาท ภายในปีที่ 12
แต่ถ้าคุณอยากเก็บเงินแค่เดือนละ 5,000 บาท ให้ได้ 1,000,000 บาท ภายใน 7 ปี คุณต้องหาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนถึง 22.42%
ลองเปรียบเทียบดูครับ ระหว่างออมเงินเพิ่มขึ้นต่อเดือนให้ได้จาก 5,000 เป็น 10,000 กับทำผลตอบแทนให้ได้ 22.42% จากเดิมแค่ 6% อะไรยากกว่ากัน?
แต่ละคนอาจมีมุมมองเรื่องนี้แตกต่างกันนะ แต่สำหรับผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญด้านการลงทุน 22.42% ดูจะเป็นตัวเลขที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย

แต่สิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่ เลือกทุ่มเวลาให้กับมัน ก็คือ การพยายามเพิ่มผลตอบแทน ด้วยการศึกษาหนักๆ เยอะๆ ซึ่งผมก็ถือว่าเป็นเรื่องดีนะ
แต่เราอาจลืมไปว่า วินัยในการออมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องให้ผลตอบแทนมันสูงแบบเว่อร์ ก็บรรลุเป้าหมายทางการเงิน มีเงิน 1,000,000 ได้เหมือนกัน

อาจมีคนถาม... แล้ว 6%ต่อปี เอาไปลงทุนอะไร?
ยกตัวอย่าง ตอนนี้มีกองทุนตราสารหนี้ 1 ปีให้ผลตอบแทน 4% ก็เกือบๆ 6% แล้ว ขาดอีกแค่ 2% เพราะฉะนั้น แบ่ง 50% มาหาหุ้นปันผลปีละ 10% ก็ได้
ซึ่งเท่ากับว่า การทำผลตอบแทน 6% ไม่จำเป็นต้องลงทุนในหุ้นทั้งหมด แค่คุณผสมและจัดพอร์ตการลงทุนให้ดี เสี่ยงไม่ต้องมาก ก็ทำได้ไม่ยากนะครับ
ราตรีสวัสดิ์มนุษย์เงินเดือนผู้ฝันอยากมีเงินล้านทุกท่าน (ใครมีแล้วก็ขอให้มีวินัยและเงินงอกเงยยิ่งๆขึ้นไปครับ)

https://twitter.com/#!/MrMessenger

Kp // จริงๆ เรื่องเงิน ไม่ค่อยได้สนใจ มีก็ใช้ ไม่มีก็ไม่ใช้ แค่นั้นเอง ... บางเดือน ใช้ไม่ถึงพัน 555555555555555555555555555

แล้วยิ่งถ้าให้มานับเปอร์ซงเปอร์เซ็น ยิ่งรำคาญ

ตอนนี้ก็ trade อย่างเดียว ไม่ได้สนใจอะไรมาก เพียงแต่สงสัยตลาดหลักทรัพยืไทยเท่านั้นว่า ทำไม มีเงินพันสองพัน ถึงลงทุนไม่ได้ ต้องมีกันเป็นแสน หรือถ้ามี leverage ก็ต่ำมากๆ ต้องเอาปลาใหญ่ไปตกปลาใหญ่ เราว่าไม่ค่อยคุ้มเลย

ต่อไปโลกาภิวัฒน์มากขึ้น โลกก็ก้าวไปข้างหน้า ตลาดหลักทรัพย์ไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังไงก็ต้านไม่อยู่ ... เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ของขึ้นเช่นกัน
Collapse this post

Sign up for Twitter to follow Chayanon Rakkanjanan (@MrMessenger). Mutual Fund , Investment , Wealth Management การลงทุน กองทุนรวม หุ้น ตราสารหนี้ และ FIF  

KP Page

KP Page's profile photo
KP Page  -  Yesterday 9:47 PM (edited)  -  Public
Bullish Value Investor จะไม่ยอมเสี่ยงซื้อหุ้นในช่วงตลาดขาลง ที่คนส่วนใหญ่กำลังเทขายอย่างเมามัน เพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าหุ้นตัวนี้จะกลับขึ้นมาเมื่อไร หากซื้อไปแล้วหุ้นยังลงต่อ ก็อาจทำให้เสียโอกาสในการนำเงินไปซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดีตัวอื่น

จุดอ่อนของการลงทุนแบบ Bullish Value Investor คือ การรอให้นักลงทุนคนอื่นเป็นผู้บุกเบิกตลาดก่อน จึงอาจทำให้ได้หุ้นที่มีราคาสูงขึ้นอีกนิด ดังนั้น หากขายที่ราคาเท่ากัน นักลงทุนกลุ่มนี้ก็จะได้กำไรที่น้อยกว่า

จุดแข็งของนักลงทุนประเภทนี้ก็คือ การไม่ต้องเสียเวลารอคอยกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งนานเกินไป เพราะหากหุ้นที่คิดว่าดีตัวนั้นยังอยู่ในช่วงสร้างฐานเพื่อทะยานขึ้นก็จะยังไม่ลงทุน และหันไปลงเงินกับหุ้นดีที่ทะยานขึ้นมาพิสูจน์ตัวเองแล้ว ดังนั้น แม้อาจจะทำกำไรได้น้อยกว่าเพราะซื้อที่ราคาสูงกว่า แต่ก็มีช่วงเวลาลงทุนที่สั้นกว่า

หากว่าไม่สามารถทำใจให้สงบนิ่งไม่หวั่นไหวไปกับข่าวดีข่าวร้ายและความผันผวนของราคาหุ้นได้ นักลงทุนรายย่อยก็อาจเลือกลงทุนแบบ Contrarian Value Investor ที่เน้นการทำกำไรรอบใหญ่รอบเดียวเลย โดยไม่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของราคาอย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่ต้องติดตามพื้นฐานกิจการของบริษัทที่ลงทุนไปอย่างใกล้ชิด เพราะหากว่าหุ้นที่เคยคิดว่าดีกลับกลายเป็นหุ้นที่มีอนาคตไม่สดใส ก็จะได้รีบขายออกไป ก่อนที่การขาดทุนจะลุกลามบานปลายไป

http://www.siamintelligence.com/value-investor-in-21-century/
Collapse this post

การลงทุนที่ดูเหมือน “รวยง่าย ไม่ต้องทำงานหนัก” ก็อาจไม่ได้เป็นสวรรค์สำหรับทุกคนเสมอไป เปรียบประดุจดั่งการแข่งขันช่วงชิงทางธุรกิจ ที่ต้องมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ได้รับและผู้สูญเสีย ดังนั้น การลงทุนที...
   

P.ร.8

KP Page's profile photo
KP Page  -  5:25 PM  -  Public
Chinoros Onlaor
ด้วยความหวังดีนะครับ พวกท่านเอาครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตเขามาหากิน เพื่อตีความตั้งธงเข้าข้างตัวเอง ไม่ทราบว่าได้ทำการขออนุญาตครอบครัวเขาแล้วรึยังครับ ยังไงก็ควรให้ความเคารพกับทางญาติพี่น้องเขาก่อนนะครับ ถ้าเขารู้ว่าเป็นการเอามาเล่าเพื่อผลประโยชน์แห่งความได้เปรียบในเชิงการเมือง โดยที่ทางครอบครัวเขาไม่ทราบหรือตกลงปลงใจ ผมว่าไม่ควรทำนะครับ ยังไงก็ตรวจสอบก่อนนะครับ สำหรับท่าน ๆ ที่เข้ามาอ่านหรือวิเคราะห์ หากข้อมูลนั้นเป็นการหยิบฉวยมาเพื่อชักจูงให้เกิดการเข้าใจในประวัติศาสตร์แบบผิดๆ จนญาติพี่น้องเขาต้องเสียหาย


สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
‎"หากิน"???

ผมได้อะไรไม่ทราบ มีแต่เสี่ยงกับโดน 112 เสียเอง

นี่เขาเรียกว่า เรียกร้องความยุติธรรมให้ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกล่าวหา-ลงโทษร้ายแรง และครอบครัวของเขาที่รับผลกระทบตามมาจนบัดนี้ ทียังไม่มีการคืนเกียรติยศให้พวกเขา

เรือ่ง "เรียกร้องความยุติธรรม"ให้ผู้บริสุทธิ์ นี่คุณ ไม่เข้าใจเลยหรือ?

...............

ปล. ในหนังสืองานศพคุณชูเชื้อ สิงหเสนี ที่ผมนำบทสัมภาษณ์มาเผยแพร่นั้น

มีบทความของผม 2 เรื่อง อยู่ คือบทความเรือ่ง "50 ปี การประหารชีวิต" และ "คำอธิบายกรณีสวรรคตของท่านชิ้น"

ที่บทความของผมดังกล่าว ไปปรากฏ เพราะญาติของคุณชูเชื้อมาขอไปตีพิมพ์ในหนังสืองานศพนั้น

ซึี่งเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตการเขียนหนังสือของผมครั้งหนึีง

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=299938100059476&id=100001298657012
Collapse this post

Chinoros Onlaor ได้เขียนว่าด้วยความหวังดีนะครับ... เข้าร่วม Facebook เพื่อติดต่อกับ Chinoros Onlaor และคนอื่นๆ ที่คุณอาจจะรู้จัก  

KP Page

KP Page's profile photo
KP Page  -  5:24 PM  -  Public
หมอน สองขา //
คนไทยนี่นี้ เป็นพยาน
สามแพะถูกประหาร ท่านรู้
ใครสั่งตุลาการ ได้เล่าวันหนึ่งจริงก้องกู่ แน่แท้ฆาตกร

ความสลัวมัวยิ่งคล้ำ มืดมน
จักเงื่องเป็นเงื่องกล เงื่องแหง้
ปิดปากบังคับคน ทั่วหล้า
กรรมนี้มิอาจแก้ ด้วยทำ ตนเอง

ร่างร้ายอวดอ้างชื่อ ดีงาม
ความลับระยำทราม เก็บไว้
สังขารกำลังตาม กัดกร่อน
หลับตาหาหลับได้ เพราะกรรม ทำเอง

Source : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=299391426780810&set=a.289717174414902.85265.100001298657012
Collapse this post

KP Page

KP Page's profile photo
KP Page  -  5:20 PM  -  Public
สัมภาษณ์คุณชูเชื้อ และ คุณผ่องพรรณ สิงหเสนี ภรรยาและลูกสาวของคุณชิต สิงหเสนี - ตอนที่ 1 : ถูกจับ
by สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล on Thursday, February 16, 2012 at 11:11pm ·

คำชี้แจง : บทสัมภาษณ์ คุณชูเชื้อ และ คุณผ่องพรรณ สิงหเสนี (หรือที่ปรากฏในบทสัมภาษณ์ในชื่อเล่นว่า "ยายหนู" และ "หมอด") ภรรยาและลูกสาวของคุณชิต สิงหเสนี นี้ ตีพิมพ์อยู่ใน หนังสืองานศพนางชูเชื้อ (วลี) สิงหเสนี (2549) ผู้สัมภาษณ์คือคุณสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ (ปรากฏในบทสัมภาษณ์ในชื่อเล่น "อิ๋ง") หรือ "อิ๋ง เค (Ink K)" ผู้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์ (คนกราบหมา, พลเมืองจูหลิน) และศิลปินนักวาดภาพ ผู้เป็นญาติกับครอบครัวคุณชิต ในการสัมภาษณ์และในบทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์จะใช้ชื่อเล่นของทั้งสามท่าน ("ยายหนู", "หมอด", "อิ๋ง") โดยตลอด ผมถ่ายทอดมาตามต้นฉบับ

การสัมภาษณ์ทำขึ้นในปี 2544 หรือราว 5 ปีก่อนการถึงแก่กรรมของคุณชูเชื้อ (22 สิงหาคม 2456 - 2 มกราคม 2549)

ยายหนู : อิฉันชื่อ ชูเชื้อ สิงหเสนี

หมอด : ดิฉันชื่อ ผ่องพรรณ สิงหเสนี

อิ๋ง : อิ๋งรู้จักกับยายหนูมาตลอดชีวิต ใช่มั้ยคะ

ยายหนู : ตั้งแต่คุณอิ๋งยังไม่เกิดน่ะค่ะ

อิ๋ง : ขอถามกันตรงๆเลยนะคะ คือ อิ๋งบางที คิดว่ายายหนู คุณหมอด และทุกๆคน โดยเฉพาะยายหนู ทนได้ยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ยายหนู : ก็อยู่นี่น่ะ ก็เพื่อลูกน่ะค่ะ สงสารลูก [น้ำตาซึม] ไม่มีพ่อแล้วก็ลำบากใช่ไหมคะ

อิ๋ง : ก็เลยอยู่มาเพื่อลูก

ยายหนู : ค่ะ

อิ๋ง : วันแรกที่เรื่องเกิดขึ้น ยายหนูจำได้ไหมคะ เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ

ยายหนู : เขาก็มาเอาตัว จับคุณชิตไป ไปไว้ที่กระทรวงกลาโหม ยายหนูก็ไปเยี่ยมเขา เขาก็บอกว่าไม่มีอะไร

อิ๋ง : ใครบอกว่าไม่มีอะไร

ยายหนู : คุณชิตบอกว่าไม่มีอะไร ยายหนูถามว่าเป็นไงมั่ง คุณชิตก็บอกว่า ไม่มีอะไร

อิ๋ง : ไม่ได้เล่าว่าเรื่องอะไร

ยายหนู : ไม่ได้เล่าค่ะ เล่าไม่ได้

อิ๋ง : จับไปกลาโหมหรือคะ ตอนแรก

ยายหนู : ค่ะ ตอนแรก

อิ๋ง : ตอนแรกที่เกิดเรื่องขึ้น

ยายหนู : เรื่องเกิดขึ้นไปแล้วน่ะค่ะ

หมอด : ปีกว่าล่ะมัง หลังจากที่เสด็จสวรรคตน่ะค่ะ อยู่ตั้งปี 2490 ล่ะมังถึงได้ถูกจับ

อิ๋ง : แล้วยังไงถึงได้จู่ๆมาจับ

ยายหนู : เขาบอกว่า อะไรนะ คุณชิตเป็นมหาดเล็กอยู่ห้องบรรทม ต้องรู้เห็น

อิ๋ง : คุณชิตเคยเล่าให้ฟังบ้างไหมคะ ว่าวันนั้นเป็นอย่างไร

ยายหนู : เล่าแต่ว่า ออกมาข้างนอกน่ะค่ะ เจ้าคุณอนุรักษ์ฯ (พระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร) ให้ไปทำหีบเหรียญตรา ที่จะเสด็จฯเมืองนอก หีบจะใส่เหรียญตราน่ะค่ะ จะเอาไปเมืองนอกด้วย คุณบุศย์บอกว่ายังไม่บรรทมตื่น ก็คอยอยู่ จนได้ยินเสียงปืน ฟังว่าเสียงมาจากทางไหน จนแน่ใจว่าเสียงมาจากห้องบรรทม ก็วิ่งเข้าไป พอเห็นเลือด ก็วิ่งไปทูลพระราชชนนี

อิ๋ง : คุณชิตบอกหรือเปล่าว่า เห็นใครมาหรือเปล่า

ยายหนู : ไม่เห็นค่ะ เขาบอกว่าถ้าเขาเห็น เขาก็ฆ่ามันตายแล้ว

อิ๋ง : นั่นน่ะสิคะ สำหรับอิ๋ง ที่น่าสะเทือนใจที่สุด ก็ตรงที่ว่า เราก็ทราบ อย่างยายหนู นี่นะคะ หรือถึงอิ๋งไม่เคยเจอคุณชิต ยังเกิดไม่ทัน คนที่จงรักภักดีมากขนาดที่ว่า ถ้าเห็นใครทำร้ายท่าน ก็จะฆ่าตายยังงี้ มาโดนกล่าวหาอย่างนี้ ตอนนั้นคุณชิตรู้สึกยังไง เคยเล่าให้ฟังบ้างไหมคะ

ยายหนู : ไม่เล่าหรอกค่ะ

อิ๋ง : แกไม่พูดเลยหรือคะ

ยายหนู : ไม่พูดหรอกค่ะ

หมอด : ก็มันตั้งนาน ถึงได้มากล่าวหา มีคดีเรื่องขึ้นมาฟ้องร้อง ตอนที่เกิดเรื่องใหม่ๆ ทางการเขาก็คิดว่า เป็นอุบัติเหตุ ก็ไม่มีอะไร มาภายหลัง ถึงได้มามีเรื่องมีราว ไม่ทราบว่าจะเป็น.... มีการกล่าวหากัน และก็หาว่าพ่อมีส่วนสมรู้ร่วมคิดด้วย ถึงได้มาจับพ่อ หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นปีหนึ่งแล้ว

ยายหนู : แล้วจับไปโรงพักด้วยค่ะ จับยายหนู

อิ๋ง : จับยายหนูด้วยหรือคะ ทำไมล่ะ

ยายหนู : กับ "ใหม่" [หมายถึง ลักษณา สิงหเสนี ลูกคนสุดท้องของคุณชิต กับคุณชูเชื้อ - สมศักดิ์] ใหม่ยังกินนมอยู่

อิ๋ง : โถ ใหม่นี่คนที่เท่าไหร่นะคะ

ยายหนู : คนที่เจ็ดค่ะ

อิ๋ง : แล้วยายหนูไปด้วยหรือคะ

ยายหนู : เปล่าค่ะ เขาจับคุณชิตไปแล้ว แล้วเขามาจับยายหนู กับใหม่ ไปโรงพัก

อิ๋ง : โรงพักไหนคะ

ยายหนู : โรงพักไหน ยายหนูก็จำไม่ได้

อิ๋ง : แล้วเขาทำยังไง

ยายหนู : เขาถามว่า คุณชิตเห็นใครไหม อะไรยังงี้น่ะค่ะ

อิ๋ง : แล้วเห็นไหมคะ

ยายหนู : ก็บอกว่า ไม่เห็น ถ้าเห็นล่ะแกฆ่าตายหมด

อิ๋ง : แล้วยังไง แล้วจับยายหนูขังด้วยหรือคะ

ยายหนู : ไม่ขังหรอกค่ะ จับอยู่ตั้งแต่เช้าจนเย็น ถึงได้ปล่อย

อิ๋ง : ก็ลำบาก.... แล้วลูกคนอื่นตอนนั้นอยู่ไหนคะ

ยายหนู : ก็ลำบาก ฝากคุณย่า

อิ๋ง : ตอนนั้น คุณชิตโดนขังแล้วหรือคะ

ยายหนู : จับขังแล้ว

อิ๋ง : พอจับก็ขังเลยหรือคะ

ยายหนู : ก็ไปไว้ที่กระทรวงกลาโหม ก็ขังอยู่ในห้องน่ะค่ะ แล้วเราก็ไปเยี่ยม

อิ๋ง : ยายหนูรู้เมื่อไหร่คะ ว่าเป็นข้อหาอะไร เรื่องอะไร

ยายหนู : ทราบตอน เมื่อเขามีเรื่องมีราวแล้วน่ะค่ะ เขาจับไปฝากขังศาล

อิ๋ง : ตอนแรก ไม่รู้เลยหรือคะว่า ถูกจับไปทำไม

ยายหนู : ไม่รู้หรอกค่ะ

อิ๋ง : เพราะแกไม่ได้บอก

ยายหนู : ก็เขาไม่ได้บอกนี่คะ

อิ๋ง : คุณชิตไม่บอก หรือว่า....

ยายหนู : คุณชิตไม่รู้เรื่องว่า เขาจะมาจับ.... มีแต่พวกตำรวจแหละค่ะมาหา ที่บอกให้หนีเถิด เดี๋ยวเขาจะมาจับนะ แกบอกว่าหนีทำไม ไม่หนีหรอก

อิ๋ง : มีทหาร กับตำรวจมาบอกให้ไปหรือคะ

ยายหนู : บอกให้หนีไปเถิด เดี๋ยวเขาจะมาจับ "จับอะไร หนีทำไม ฉันไม่หนีหรอก"

อิ๋ง : พอยายหนูทราบว่าเป็นเรื่องอะไรแล้ว ยายหนูเป็นยังไง รู้ว่าเป็นข้อหาอะไร

ยายหนู : ก็ใจไม่ดี ก็ถามเขาว่า เขาไปจับปืนเปินอะไรหรือเปล่า เขาบอก เขาไม่ได้จับนี่ จะต้องไปกลัวอะไร มันตกอยู่แล้วเขาก็กลัวพระชนนีจะคว้า เขาก็เลยเอาผ้า [ห่อ] เอาไปใส่ในลิ้นชักไว้

อิ๋ง : แล้วคุณหมอดล่ะคะ คุณหมอดคนโตนี่ ใช่ไหมคะ

หมอด : คนที่สองค่ะ

อิ๋ง : ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

หมอด : ตอนนั้น สักเจ็ด แปดขวบ.... หรือกว่า จำไม่ได้แล้ว [น่าจะอายุมากกว่า 7-8 ขวบหลายปี เพราะเรียนเตรียมอุดมแล้ว - สมศักดิ์]

ยายหนู : เข้าจุฬาฯ หรือยัง

หมอด : ยัง ตอนพ่อตายอยู่โรงเรียนเตรียมฯ


.............................

https://www.facebook.com/notes/สมศักดิ์-เจียมธีรสกุล/สัมภาษณ์คุณชูเชื้อ-และ-คุณผ่องพรรณ-สิงหเสนี-ภรรยาและลูกสาวของคุณชิต-สิงหเสนี-ตอน/332546400121929
Collapse this post

KP Page

KP Page's profile photo
KP Page  -  5:17 PM  -  Public
สัมภาษณ์คุณชูเชื้อ และ คุณผ่องพรรณ สิงหเสนี ภรรยาและลูกสาวของคุณชิต สิงหเสนี - ตอนที่ 2 : วันประหารชีวิต และความลำบากหลังจากนั้น
by สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล on Friday, February 17, 2012 at 12:58pm ·

คำชี้แจง : บทสัมภาษณ์ คุณชูเชื้อ และ คุณผ่องพรรณ สิงหเสนี (หรือที่ปรากฏในบทสัมภาษณ์ในชื่อเล่นว่า "ยายหนู" และ "หมอด") ภรรยาและลูกสาวของคุณชิต สิงหเสนี นี้ ตีพิมพ์อยู่ใน หนังสืองานศพนางชูเชื้อ (วลี) สิงหเสนี (2549) ผู้สัมภาษณ์คือคุณสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ (ปรากฏในบทสัมภาษณ์ในชื่อเล่น "อิ๋ง") หรือ "อิ๋ง เค (Ink K)" ผู้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์ (คนกราบหมา, พลเมืองจูหลิน) และศิลปินนักวาดภาพ ผู้เป็นญาติกับครอบครัวคุณชิต ในการสัมภาษณ์และในบทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์จะใช้ชื่อเล่นของทั้งสามท่าน ("ยายหนู", "หมอด", "อิ๋ง") โดยตลอด ผมถ่ายทอดมาตามต้นฉบับ

การสัมภาษณ์ทำขึ้นในปี 2544 หรือราว 5 ปีก่อนการถึงแก่กรรมของคุณชูเชื้อ (22 สิงหาคม 2456 - 2 มกราคม 2549)

ยายหนู : อยู่ในคุก ก็ต้องเอาข้าวไปส่งทุกวันน่ะค่ะ

อิ๋ง : เอาข้าวไปส่งทุกวัน แล้ววันสุดท้ายล่ะคะ ยังไง

ยายหนู : ตอนวันสุดท้าย ก็เตรียมเอาข้าวไปส่ง เขาก็วิ่งมาบอกว่า คุณชิตถูกประหารแล้ว [เสียงสั่น น้ำตาซึม]

อิ๋ง : ไม่รู้อะไรมาก่อนเลย

ยายหนู : ไม่รู้

หมอด : วันที่ประหารน่ะค่ะ คือก่อนหน้านั้น วันหนึ่ง คือ [หมอดูหรือพระ] ก็บอกว่า พ่อ ... เอ่อ ... ชะตาไม่ดีจะไปต่ออายุ แม่เค้าไปที่บ้านหัวลำโพง แล้วก็จะไปหาพระทำพิธีต่ออายุให้ แล้วเราก็เตรียมจะไปส่งข้าว ทางนี้แต่เช้ามืด แม่ออกจากบ้านไปแล้ว คุณฉลวย [ภรรยาคุณเฉลียว ปทุมรส] อยู่บ้านใกล้ๆกัน ก็ให้คนมาบอกว่า ... พ่อตายแล้ว เขายิงพ่อตายแล้ว ให้บอกแม่ว่าให้ไปรับ [น้ำตาซึม]

อิ๋ง : ไม่บอกมาก่อนเลย

หมอด : ไม่บอกให้รู้มาก่อนเลย

อิ๋ง : แอบทำเลย

ยายหนู : คิดว่า คุณชิตก็ไม่รู้ตัว

อิ๋ง : ก็... ไม่ได้สั่งเสียกันเลย

ยายหนู : ไม่ [น้ำตาซึม]

หมอด : คือ ก็รู้หลังคำพิพากษาแล้ว ก็ตั้งนาน แล้วก็ถวายฎีกา เราก็มีความหวังว่าอย่างน้อยก็คงให้ว่า ตลอดชีวิต หรืออะไรอย่างนี้ ก็ยังมีความหวังอยู่ว่า คงไม่เป็นไร

อิ๋ง : ยายหนูเป็นคนไปรับศพหรือคะ

ยายหนู : ค่ะ เอานอนมาในโลง เอามาวางไว้ที่วัด

อิ๋ง : พอยายหนูไปถึง ก็เป็นโลงตั้งอยู่แล้ว

ยายหนู : ค่อ ก็หามออกมาค่ะ หามคุณเฉลียวออกมาก่อน แล้วคุณชิตตามมา

อิ๋ง : หามออกมาได้ยังไงคะ ขอโทษ

ยายหนู : เขาใส่โลง ก็นอนมาอยู่ในโลง

อิ๋ง : แล้วเขาทำยังไงคะ เขาเสียใจบ้างหรือเปล่า คนที่เราไปเจอวันนั้น เขาทำท่าสงสารเห็นใจกับเราไหม หรือทำท่ายังไงไหมคะ

ยายหนู : ไม่ได้สังเกตหรอกค่ะ กำลังใจไม่ดี ใจเสียมาก

อิ๋ง : ตอนนั้นยายหนูอายุเท่าไหร่แล้วค่ะ

ยายหนู : 35 แล้ว หรือกว่านิดหน่อย

อิ๋ง : ตอนนั้นยายหนูไปคนเดียวหรือคะ ไปรับศพ

ยายหนู : ไปกับใครล่ะลูก ... [หันไปถามหมอด] ไปคนเดียวค่ะ ก็ลูกไปเรียนหนังสือหมด

หมอด : พระครูถิรฯ ไปด้วยหรือเปล่า

ยายหนู : เปล่าหรอก ไม่รู้ [พระครูถิรฯไม่รู้] ตอนรับมาแล้ว เขาก็พาคุณเฉลียวไปวัดสระเกศ แล้วเขาก็ถามว่า "นี่จะเอาไปไหน" แล้วใครก็ไม่รู้ก็บอกว่าให้เอาไป วัดสามปลื้ม ก็เอามา แล้วก็คุณยายน่ะค่ะ คุณหญิงท่านก็เอาสำลีอุดรูปืน และที่เลือดซึมๆ

อิ๋ง : คุณยายไหนคะ คุณยายบนตึก

ยายหนู : คุณยายเนื่อง [คุณหญิงเนื่องบุรีนวราษฐ์] ค่ะ

อิ๋ง : อ๋อ คุณยายเนื่อง คุณทวดอิ๋ง

ยายหนู : ท่านช่วยแต่งเนื้อแต่งตัวให้

อิ๋ง : เป็นคนแต่งตัวให้หรือคะ

ยายหนู : ค่ะ ตอนนั้นสตางค์อิฉันก็ไม่มี

อิ๋ง : คุณทวดทำศพให้

ยายหนู : ค่ะ ท่านให้คนไปซื้อโลงเลย ตอนนั้นราคาห้าร้อยบาท โลงไม้สักนะคะ แล้วท่านก็แต่งตัวให้

อิ๋ง : แต่งตัวชุดยังไงคะ

ยายหนู : แต่งกางเกงขาว ใส่เสื้อราชปะแตน

อิ๋ง : ชุดที่นุ่งทำงานใช่ไหมคะ

ยายหนู : ใช่

อิ๋ง : ชุดมหาดเล็ก

ยายหนู : ค่ะ ชุดมหาดเล็ก แต่ไม่มีบ่า ไม่มีอะไร

อิ๋ง : เพราะเขาไม่ให้ใส่หรือคะ

ยายหนู : ไมรู้ว่าเขาไม่ให้ใส่ หรือเราไม่ให้เขา

อิ๋ง : แล้วบอกลูกๆ วันนั้นยังไงคะ กลับมาจากโรงเรียนก่อนหรือยังไงคะ

ยายหนู : ก็บางคนรู้ ก็วิ่งตามกันมาที่วัด

อิ๋ง : รู้กันได้ยังไง

หมอด : ตอนนั้นคุณหมอด อยู่โรงเรียนเตรียมฯ ก็เป็นช่วงที่หยุดดูหนังสือสอบพอดี ก็ตอนเช้าที่บ้านคุณฉลวย ให้คนมาบอก ก็ร้องไห้วิ่งออกไป เจอท่านชายที่หน้าบนตึกนี้

อิ๋ง : ใครนะคะ

หมอด : ท่านชาย ท่านตาน่ะค่ะ

อิ๋ง : ท่านชิ้น น่ะหรือคะ [หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัฒน์]

หมอด : ค่ะ ท่านชายก็บอกว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวจะช่วยจะดูแล ให้รีบไปหาแม่ ก็รีบไปที่บ้านหัวลำโพง ไปบอกแม่

[นักโทษและผู้คุมกำลังเคลื่อนย้ายศพผู้ถูกประหารชีวิตคดีสวรรคต ออกจากเรือนจำ]


อิ๋ง : หลังจากนั้น ถึงได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ ใช่ไหมคะ

หมอด : ตอนนั้นอยู่ที่นี่แล้ว

ยายหนู : อยู่ตั้งแต่ก่อนตายน่ะค่ะ ก็คุณชิ้น [ชิ้นพร สิงหเสนี] เขาบอกยายหนูให้ออกจากบ้านไปภายในเจ็ดวัน

หมอด : ตอนนั้น อยู่ที่บ้านวัดสามปลื้มน่ะค่ะ อยู่กับท่านบนตึก [คุณสำรวล สิงหเสนี] พอท่านบนตึกสิ้น ตึกที่อยู่ก็ตกเป็นของคุณชิ้นพรน่ะค่ะ แล้วเขาก็จะขายล่ะมังคะ

อิ๋ง : เขาก็เลยบอกให้ออก ภายในเจ็ดวัน

ยายหนู : เขาเรียกยายหนูไปบอก เขาก็นั่งกันสองคนผัวเมีย เขาก็บอกว่า อาวลี [ชื่อเดิมก่อนเปลี่ยนเป็นชูเชื้อ] ออกจากบ้าน ภายในเจ็ดวันได้ไหม ยายหนูก็ไม่รู้จะทำยังไง ร้องไห้โฮ สตางค์ก็ไม่มี เขาก็บอกว่า เอาคนของเขา ขนของก็ได้ ยายหนูก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็ไปบอกพี่เลื่อน [พ.ต.อ.เลื่อน กฤษณามระ พี่ชาย] น่ะค่ะ เอ้า! เดี๋ยวพี่จะหารถให้ รถกุดัง อิฉันก็เริ่มขนของออกทีละน้อย จนหมดเลย [เช็ดน้ำตา]

[คุณชิต คุณชูเชื้อ และลูกๆ อาศัยอยู่ในบ้านวัดสามปลื้มของ "เจ้าคุณพ่อ" ของคุณชิต แต่ด้วยความที่คุณชิตเป็นลูกที่เกิดจากภรรยารอง จึงอาศัยอยู่ที่ชั้นล่างของตัวตึก ขณะที่พี่สาวต่างมารดาของคุณชิตที่เกิดจากภรรยาหลวงและครอบครัวอาศัยอยู่ชั้นบน เรียกกันว่า "ท่านบนตึก" เมื่อ "ทานบนตึก" ถึงแก่กรรม ลูกที่รับมรดกต่อ บอกให้คุณชูเชื้อและลูกๆย้ายออกไปจากบ้าน - สมศักดิ์]

อิ๋ง : มาอยู่ที่นี่ [บ้านคุณหญิงเนื่องบุรีนวราษฐ์ ที่ถนนสุขุมวิท ซึ่งขณะนี้ตกทอดมาเป็นของ ม.ร.ว.สายสิงห์ ศิริบุตร หลานยายของท่าน]

ยายหนู : ค่ะ คุณหญิงท่าน ก็ไปบอกคุณหญิงท่านก่อน

หมอด : คุณหญิงเนื่องฯ ท่านก็บอกว่าให้มาอยู่ที่นี่

ยายหนู : คุณหญิงท่าน

หมอด : เพราะฉะนั้น ตอนพ่อตาย เราก็มาอยู่ที่นี่แล้ว

อิ๋ง : อ๋อ! ค่ะ แล้วบ้านหัวลำโพงนี่อะไรคะ

หมอด : บ้านคุณป้าใหญ่ค่ะ คุณหญิงเจือฯ [คุณหญิงเจือนครราชเสนี]

อิ๋ง : แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เผาใช่ไหมคะ สวดเท่านั้นใช่ไหมคะ

ยายหนู : ยังไม่ได้เผาน่ะค่ะ

หมอด : เราเก็บไว้ก่อน ด้วยมีความหวังว่า สักวันหนึ่งคดีจะกระจ่าง ว่าพ่อไม่มีความผิด เราก็อยากจะรอจนถึงวันที่พ่อเป็นผู้บริสุทธิ์ [เสียงสั่น] แต่ว่าตอนหลังนี้ใครๆ เขาก็เผากันหมดแล้ว เราก็เลยคิดว่าน่าจะจัดการให้พ่อ ให้เสร็จไป ก็เพิ่งเผาไปเมื่อปี พ.ศ. 2521

อิ๋ง : ตอนที่เผา เผาที่ไหนคะ

ยายหนู : เผาที่วัดสามปลื้ม

อิ๋ง : วัดสิงหเสนีน่ะนะคะ อิ๋งอ่านในหนังสืองานศพน่ะนะคะ คุณหมอดเป็นคนเขียนให้ใช่ไหมคะ ว่าหลังจากนั้นตระกูลเราก็กลายเป็นชั่วร้ายไปเลย เล่าให้ฟังที่โรงเรียนเจอยังไงมั่ง

หมอด : เคยมี เขาก็ว่า ที่โรงเรียนเตรียมฯ น่ะนะคะ เขาก็ว่า ไม่ใช่คุณหมอดได้ยินเองนะคะ [แต่มีการพูดกันว่า] ไม่คิดว่าตระกูลสิงหเสนี ยังมีหน้ามาเหยียบพื้นแผ่นดินนี้ได้อีก คิดว่าจะถูกเด็ดหัวไปเจ็ดชั่วโคตรแล้ว

อิ๋ง : แล้วคุณมดด้วย [หมายถึง พวงศรี สิงหเสนี ลูกคนที่สาม ของคุณชิตกับคุณชูเชื้อ - สมศักดิ์]

หมอด : มดน่ะค่ะ โดนเพื่อนเขาดูถูกเหยียดหยาม แต่คุณหมอดโชคดี ได้เพื่อนดี เขาเข้าใจ และเขาก็ช่วยเหลือดี

อิ๋ง : คุณมดโดนที่ไหนคะ

หมอด : ที่โรงเรียนน่ะค่ะ

อิ๋ง : แล้วเขาทำยังไง เมื่อโดนด่าอย่างนั้น

หมอด : เขาก็ร้องไห้

...........................

Source : https://www.facebook.com/notes/สมศักดิ์-เจียมธีรสกุล/สัมภาษณ์คุณชูเชื้อ-และ-คุณผ่องพรรณ-สิงหเสนี-ภรรยาและลูกสาวของคุณชิต-สิงหเสนี-ตอน/334924599884109

[ภาพถ่ายคุณชูเชื้อ และคุณผ่องพรรณ สิงหเสนี ในวันประหารชีวิตคุณชิต ในหนังสือพิมพ์สมัยนั้น]
Collapse this post


77777

KP Page's profile photo
KP Page  -  1:05 AM (edited)  -  Public

57 ปีประหาร 3 นักโทษคดีสวรรคต-ภาพ จำเลยทั้ง3คนที่ถูกประหารชีวิต กรณีรัชกาลที่ 8 สวรรคต เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2498 จากซ้ายไปขวา นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศริน และนายเฉลียว ปทุมรส(ที่มา:ปกหนังสือ"...
  
KP Page's profile photo
KP Page  -  Yesterday 10:42 AM  -  Public
Andrew MacG Marshall @zenjournalist
Amazing Thailand: where political protesters get charged with terrorism but Iranian bombers don't |
http://www.guardian.co.uk/world/2012/feb/16/bangkok-bombers-plotting-attack-israeli-diplomats

Iranians who accidentally set off 'sticky' bombs intended to target individuals, according to investigators
  
KP Page's profile photo
KP Page  -  Yesterday 10:39 AM  -  Public

ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ หยัดยืนชูธงสัจธรรมโต้กระแสทวน ปรับขบวนก้าวรุดไป สู่ชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย ประเทศไทยต้องมีธรรม. โดนด่าหูชาตู่พาการ์ดนปช.เคลียร์ ปัดข่าวรวมพลโบนัน...

KP Page

KP Page's profile photo
KP Page  -  Yesterday 10:38 AM  -  Public

ประเทศไทยคือราชอาณาจักรที่อยู่ในห้วงวิกฤติ ที่เคลื่อนคล้อยเข้าใกล้วันเวลาแห่งความโกลาหลอย่างยากที่จะหยุดยั้งได้ ถูกหลอกหลอนด้วยผีศักดินาและผีเผด็จการแห่งอดีตกาลที่ยังพากันส่งเสียงระงมเซ็งแซ่ และกำลังท...
  

P.มาตรา 8

KP Page's profile photo
KP Page  -  5:36 PM  -  Public
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล shared a link.
Tuesday
บทกำหนดเกี่ยวกับกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญประเทศประชาธิปไตย และข้อสังเกตเกี่ยวกับกรณีญี่ปุ่น

กระทู้นี้ เป็นกระทู้ต่อเนื่องเกี่ยวกับประเด็น มาตรา 8 ในรัฐธรรมนูญไทยปัจจุบัน ("องค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ / ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้") ที่ผมโพสต์ในระยะ 1-2 วันนี้

ข้างล่างนี้ คือบทกำหนดในรัฐธรรมนูญประเทศประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ผมไม่รวม ลักเซมเบอร์ก ไว้ด้วย เพราะเป็นประเทศเล็กมาก (พลเมืองครึ่งล้าน) องค์ Grand Duke มีฐานะเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารด้วย แม้จะได้ชื่อว่าประเทศ constitutional monarchy แต่ผู้สนใจ ดูได้ที่นี่http://www.servat.unibe.ch/icl/lu00000_.html

ขออภัยที่ผมไม่มีเวลาแปลเป็นภาษาไทยให้

ผมอยากตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกรณีญี่ปุ่นอีกเล็กน้อย ดังที่ผมโพสต์ในกระทู้ก่อนนี้ และที่ผมพูดมาหลายครั้งในการดีเบตกับข้อเสนอของนิติราษฎร์ ผมเห็นว่า ถ้าเราจะ "ศึกษา" หรือ "เอาแบบ" ประเทศใด ผมคิดว่า กรณีญี่ปุ่นเป็นกรณีที่เหมาะสมที่สุด ไม่เพียงเพราะว่า มาตรา 8 ของเรามีต้นกำเนิดมาจากการเลียนแบบ มาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญเมอิจิ ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ที่สำคัญ จนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางเชิงอุดมการณ์แบบเดียวกับไทย ทิศทางการเมืองสำคัญๆ รวมถึงการเข้าร่วมสงครามโลกอันหายนะ ล้วนทำไปภายใต้การอ้างอิงสถาบันกษัตริย์ ไม่ต่างกับที่เราทุกวันนี้ ที่ต้องอ้างอิงสถาบันกษัตริย์ในทุกปริมณฑลของชีวิตสังคม

จะสังเกตได้ว่า ญี่ปุ่น และสเปน เป็น 2 ประเทศที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ละเอียดที่สุด (ทั้งคู่เป็นประเทศฟัสซิสต์ระหว่างสงครามโลก) แต่ญี่ปุ่นมีความละเอียดและรัดกุมมากกว่า และมากที่สุดในบรรดาข้อกำหนดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริยในประเทศประชาธิปไตย

เช่น ในหลายประเทศ จะระบุเพียงแค่ว่า The king's person is inviolable; his ministers are responsible (เบลเยี่ยม) หรือ
The King's person is sacred; he cannot be censured or accused. The responsibility rests with his Council. (เนเธอร์แลนด์)

ที่ประเทศเหล่านี้ เพียงกำหนดเท่านี้ เพราะประเพณีประชาธิปไตยของพวกเขาได้สถาปนามั่นคงมาเป็นศตวรรษๆแล้ว นั่นคือ ประเพณีที่ถือว่า การที่กษัตริย์ "ละเมิดมิได้" และ รัฐมนตรี (ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ) เป็นผู้รับผิดชอบนั้น แท้จริง หมายความ (ก) กษัตริย์ไม่มีอำนาจทำอะไร (ข) "ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ" คือผู้มีอำนาจแท้จริง คือผู้เป็นเจ้าของไอเดีย เจ้าของโครงการ นโยบาย ฯลฯ ที่ประกาศในนามกษัตริย์ การลงนาม "รับสนองพระบรมราชโองการ" ไมใช่แค่การ "ลงนามรับผิดแทน" แบบในกรณีประเทศไทย แม้การกระทำนั้น (เช่น "โครงการในพระราชดำริ" ต่างๆ) เป็นอำนาจจริงของกษัตริย์


ในกรณีญี่ปุ่น เนื่องจากความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวข้างต้น ทำให้สหรัฐและชนชั้นนำเสรีนิยมของญี่ปุ่นหลังสงครามโลก ร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดอย่างชัดเจนและละเอียดว่า จักรพรรดิ ทำอะไรได้

มีการระบุชัดเจนว่า จักรพรรดิจะทำอะไรได้ ก็แต่โดย "การแนะนำและอนุญาต" (advice and approval) ของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น

ผมจึงยืนยัน เหมือนที่ยืนยันเรื่อง 112 (ซึ่งในกฎหมายอาญาญี่ปุ่น เคยมี แต่เลิกไปสิ้นเชิงเช่นกัน) ว่า มาตรา 8 ต้องยกเลิกโดยสิ้นเชิง และถ้าจะเขียน ต้องเขียนในลักษณะที่ชัดเจนแบบนี้ (ดูกระทู้แลกเปลี่ยนกับ อ. Piyabutr Saengkanokkul ข้างล่าง )
........

Belgium
http://www.servat.unibe.ch/icl/be00000_.html

Article 88 [Responsibility]
The King's person is inviolable; his ministers are responsible.
..................................................

Denmark
http://www.servat.unibe.ch/icl/da00000_.html

Section 13 [Responsibility of Ministers]

The King shall not be answerable for his actions; his person shall be sacrosanct. The Ministers shall be responsible for the conduct of the government; their responsibility shall be determined by Statute.

...................................................

Japan
http://www.servat.unibe.ch/icl/ja00000_.html

Article 1 [Symbol of State]
The Emperor shall be the symbol of the State and of the unity of the people, deriving his position from the will of the people with whom resides sovereign power.


Article 4 [Rule of Law for Emperor]
(1) The Emperor shall perform only such acts in matters of state as are provided for in this Constitution and he shall not have powers related to government.
(2) The Emperor may delegate the performance of his acts in matters of state as may be provided by law.


Article 7 [Functions]
The Emperor, with the advice and approval of the Cabinet, shall perform the following acts in matters of state on behalf of the people:
1. Promulgation of amendments of the constitution, laws, cabinet orders and treaties.
2. Convocation of the Diet.
3. Dissolution of the House of Representatives.
4. Proclamation of general election of members of the Diet.
5. Attestation of the appointment and dismissal of Ministers of State and other officials as provided for by law, and of full powers and credentials of Ambassadors and Ministers.
6. Attestation of general and special amnesty, commutation of punishment, reprieve, and restoration of rights.
7. Awarding of honors.
8. Attestation of instruments of ratification and other diplomatic documents as provided for by law.
9. Receiving foreign ambassadors and ministers.
10. Performance of ceremonial functions.
................................................

Netherlands
http://www.servat.unibe.ch/icl/nl00000_.html

Article 42
(1) The Government shall comprise the King and the Ministers.
(2) The Ministers, and not the King, shall be responsible for acts of government.

...............................................

Norway
http://www.servat.unibe.ch/icl/no00000_.html

Article 5 [Immunity of the King]
The King's person is sacred; he cannot be censured or accused. The responsibility rests with his Council.

...............................................

Spain
http://www.servat.unibe.ch/icl/sp00000_.html


Article 56 [Head of State]
(1) The King is the Head of State, the symbol of its unity and permanence. He arbitrates and moderates the regular functioning of the institutions, assumes the highest representation of the Spanish State in international relations, especially with the nations of its historical community, and exercises the functions expressly attributed to him by the Constitution and the laws.
(2) His title is that of "King of Spain" and he may use the others which belong to the Crown.
(3) The person of the King is inviolable and is not subject to responsibility. His acts shall always be in the manner established in Article 64 and shall lack validity without that countersignature, except as provided for by Article 65 (2).


Article 64 [Countersignature]
(1) The actions of the King shall be countersigned by the President of the Government and, when appropriate, by the competent ministers. The nomination and appointment of the President of the Government and the dissolution provided for in Article 93 shall be countersigned by the President of the House of Representatives.
(2) The persons who countersign the acts of the King shall be responsible for them.

Article 65 [Remuneration]
(1) The King receives an overall amount from the State budget for the maintenance of his Family and Household and disposes it freely.
(2) The King freely appoints and relieves the civilian and military members of his Household.

...............................................


Sweden
http://www.servat.unibe.ch/icl/sw00000_.html


Chapter 5 The Head of State


Article 7
The King cannot be prosecuted for his act or omissions. A Regent cannot be prosecuted for his act or omissions as Head of State.
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=242684262483184&id=100001298657012
Collapse this post

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้เขียนว่าบทกำหนดเกี่ยวกับกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญประเ... เข้าร่วม Facebook เพื่อติดต่อกับสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลและคนอื่นๆ ที่คุณอาจจะรู้จัก  

KP Page

KP Page's profile photo
KP Page  -  5:34 PM  -  Public
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
Tuesday
ว่าด้วย มาตรา 8 ในรัฐธรรมนูญ (เพิ่มเติม)

มาตรา 6 ในรัฐธรรมนูญ 27 มิถุนายน 2475 (ที่กล่าวกันว่าปรีดีเขียนคนเดียว) กำหนดว่า

"กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญาในโลกศาลมิได้ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย"

มาตรา 3 ในรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 (ที่คณะราษฎรยอมประนีประนอมกับฝ่ายเจ้าระดับหนึ่ง) ระบุว่า:

"องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการ ผู้ใดจะละเมิดมิได้"

ซึ่งคุณ Phuttipong Ponganekgul เสนอว่า "มีความหมายเดียวกัน" "เป็นเรื่องเดียวกัน แต่เปลี่ยนวิธีเขียน"

แต่ผมแย้ง (ดูในกระทู้ล่างๆลงไป) ว่า ความจริง "ฐาน" หรืออุดมการณ์เบื้องหลังของ 2 มาตรานี้ เป็นคนละอย่างกัน แม้ว่า ถ้าดูเฉพาะในส่วนหลังของมาตรา 3 ในรัฐธรรมนูญ 10 ธันวา ("ผู้ใดจะละเมิดมิได้") อาจจะมีความหมายทำนองเดียวกันกับมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ 27 มิถุนา ในแง่การตีความเชิงกฎหมายล้วนๆ (ดูกระทู้แลกเปลี่ยนกับ อ. Piyabutr Saengkanokkul ข้างล่าง)

แตว่า ความจริง มาตรา 3 ของ 10 ธันวา "องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการ ผู้ใดจะละเมิดมิได้" (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของมาตรา 8 ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน) มีความแตกต่างอย่างสำคัญมากๆ กับมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ 27 มิถุนา

ซึ่งความจริง เป็นประเด็นที่ชัดเจนและสำคัญมาก แต่ผมไม่เคยเห็นคนพูดกันเท่าไร (ผมนึกไม่ออกว่ามีใครพูด)

นั่นคือ

ในรัฐธรรมนูญ 27 มิถุนายน 2475 นั้น

ไม่มีตรงไหนเลย ที่กำหนดว่า ราษฎร ต้อง "รู้สึก" อย่างไรกับกษัตริย์

ไม่มีบอกเลยว่า ต้อง "เคารพสักการะ" - ไม่มีเลยทั้งสิ้น

คือเป็นการกำหนดในเชิงเทคนิคทางกฎหมายแบบเพียวๆว่า "กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญาในโลกศาลมิได้ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย" เท่านั้น

จริงอยู่ ประโยคนี้ ถ้าเขียนอย่างสั้นๆ อาจจะได้ว่า "ละเมิดมิได้" คือ ฟ้องร้องมิได้ (ดูกระทู้แลกเปลี่ยนกับ อ.ปิยบุตร)

แต่อันนี้ ไม่ได้หมายความว่า ราษฎรจะต้อง "เคารพสักการะ" หรือรู้สึกในทางใดกับกษัตริย์

ซึงตรงตามหลักการประชาธิปไตยที่เป็นสิทธิของราษฎรที่จะคิด หรือรู้สึกอย่างไรกับผู้ดำรงตำแหน่งประมุขของตน

ไม่ต้องมีการบังคับในรัฐธรรมนูญว่า ทุกคนต้อง "เคารพสักการะ" กษัตริย์เลย

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=297982420255044&id=100001298657012
Collapse this post

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้เขียนว่าว่าด้วย มาตรา 8 ในรัฐธรรมนูญ... เข้าร่วม Facebook เพื่อติดต่อกับสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลและคนอื่นๆ ที่คุณอาจจะรู้จัก  

KP Page

KP Page's profile photo
KP Page  -  5:33 PM  -  Public
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
Tuesday
ว่าด้วยความเป็นมาของ มาตรา 8 ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน (""องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการ ผู้ใดจะละเมิดมิได้") : พระยามานวราชเสวี ผู้เสนอให้เลียนแบบรัฐธรรมนูญ เมอิจิ ของญี่ปุ่น


ถ้าใครตามโพสต์เรื่องนี้ของผม คงทราบแล้วว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 8 ของเรา (วรรคแรก - วรรคสองทีว่า "ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้" มีที่มาต่่างหาก ในปี 2492)

เลียนแบบมาจาก มาตรา 3 ในรัฐธรรมนูญ เมอิจิ ของญี่ปุ่น ทีว่า

"องค์จักรพรรดิเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้"
The Emperor is sacred and inviolable

หรือในภาษาญี่ปุ่น ดังนี้ 天皇は神聖不可侵である。

ซึ่งคุณ August Ha Return กรุณาให้วิธีอ่านว่า "เท็นโนอุ วะ ชินเซอิ ฟุกาชิน เดะ อารุ"

โดยที่ข้อความนี้ ปรากฏขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 (ซึงเป็นรัฐธรรมนูญที่คณะราษฎร ยอมประนีประนอมกับพวกเจ้าในระดับหนึ่ง)


ในปี 2519 ตณะผู้จัดทำ "วารสารกฎหมาย" ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม 2519 คือ ธงทอง จันทรางศุ กับ วิมลศิริ ชำนาญเวช (ซึ่งหลังจากนี้ไม่กี่เดือน เกิด 6 ตุลา ขึ้น เธอก็ได้เป็น รมต.ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ ในรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร) ได้ไปสัมภาษณ์ พระยามานวราชเสวี ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น และตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ในวารสารดังกล่าว

ในตอนต้นของการสัมภาษณ์ พระยามานวราชเสวี ได้กล่าวแสดงความชื่นชม เยอรมันนี ("ปรัสเซีย") ที่มี The Spirit of Patriotism "คือมีความรักชาติ .. สามัคคีกลมเกลียวกัน มอบกายถวายชีวิตทำตามคำสั่งบังคับบัญชาของมูลนายทุกชั้น"

หลังจากนั้น พระยามานวราชเสวี กล่าวว่า

"นอกจากเยอรมันแล้ว ผมชอบญี่ปุ่น .... คนญี่ปุ่น..มีความเคารพสักการะพระมหากษัตริย์ เคารพประเทศและชาติ มี The Spirit of Patriotism เช่นเดียวกับเยอรมัน คือความรักชาติมอบกายถวายชีวิต ทำการให้ประเทศญี่ปุ่นมีความเจริญทุกแผนก สามารถรบกับประเทศจีนได้ ต่อมาตีรัสเซียพายแพ้ทีปอร์ตอาเทอร์"


หลังจากนั้น ธงทองและวิมลศิริ ได้ถามเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งมีเนื้อหา ดังนี้

.................


[พระยามานวราชเสวี] เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.2475 ทหารมาคุมตัวผม บอกว่ากองบัญชาการทหารสูงสุดให้เชิญ ผมถามว่าไปรถผมได้ไหม เขาว่าไม่ได้ ให้ไปรถทหาร นั่งกลางไป ผมขอโทรศัพท์บอกทางบ้านว่าทหารเอาตัวไปแล้ว พอไปถึงพวกผู้ใหญ่ในคณะราษฎร์ผมรู้จักกับเขา บอกเขาว่า ผมมารายงานตัวแล้ว จะทำอะไร ในใจนั้นนึกว่าเขาจะเอาไปขัง เขาบอกว่าไม่ได้ให้ไปคุม ให้ไปเชิญมา จะขอร้องให้เขียนหนังสือสักฉบับ ถามว่าหนังสืออะไร เขาบอกว่าให้ร่างรัฐธรรมนูญ ผมถามว่า หลวงประดิษฐ์ฯเขาเป็นคนใหญ่คนโต เขาเขียนธรรมนูญการปกครองอยู่แล้ว ทำไมไม่ให้เขาเขียน เขาก็ยังยืนยันจะให้ผมเขียน ถามว่าจะให้เขียนรูปใด เขาว่าเขียนมาก็แล้วกัน ให้เวลา 2 เดือน ทำได้ไหม ผมบอกว่าได้ แต่ดีหรือไม่ ไม่รับรอง

เมืองไทยเวลานั้น รัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ ไม่มีใครมี ผมมีอยู่เล่มเดียว เพื่อนเขาส่งมาให้ เวลานั้นเปิดเผยไม่ได้ ต้องใส่ตู้หนังสือซ่อนไว้ นานๆก็เอาออกมาอ่านทีหนึ่ง


[ธงทอง และ วิมลศิริ] คงจะเหมือนเอกสารเผยแพร่ลัทธิคอมมูนิสต์ ซึ่งเป็นเอกสารต้องห้ามสมัยนี้

[พระยามานวราชเสวี] ก็ทำนองนั้น รัฐธรรมนูญเล่มที่ผมมีนั้นเป็นของไอริช เขาแปลรัฐธรรมนูญทุกประเทศเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าไม่มีเล่มนี้ก็คงเขียนไม่ได้ ถามเขาว่าอยากจะควบคุม ก็เอาอย่างเยอรมันหรือญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นลอกมาจากเยอรมัน แต่เอามาดัดแปลง ตรงไหนยากเขาตัดทิ้งเลย

ญี่ปุ่นให้เกียรติยศพระเจ้าแผ่นดิน บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าองค์พระมหากษัตริย์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ก็หมายความว่าเป็นที่เคารพนั่นเอง พระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่โบราณกาลก็ได้ช่วยชาติบ้านเมืองมาตลอด ผมจึงเอามาเขียนถวายพระเกียรติในรัฐธรรมนูญ เพื่อจะให้คนทั่วไปรู้ ในใจผมนั้นมิใช่แต่เคารพพระมหากษัตริย์เท่านั้น เมืองไทยเราเป็นเมืองเล็กเมืองน้อยควรจะเคารพคนทุกคน รวมทั้งครูบาอาจารย์ เพื่อจะได้ถึงซึ่งความเจริญรุ่งเรืองอย่างเยอรมัน อย่างญี่ปุ่น ผมคิดอย่างนั้นนะ แต่ไม่ได้บอกใคร เมื่อคุณมาถามก็บอกให้

เรื่องความเคารพ เทอดเกียรติประมุขของรัฐนั้น เยอรมันมิได้เขียนในรัฐธรรมนูญอย่างญี่ปุ่น แต่ไปบัญญัติไว้ในกฎหมายอื่น สอนตามมหาวิทยาลัย ของญี่ปุ่นบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ของไทยก็บัญญัติไว้เช่นเดียวกัน และมีอยู่ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ตลอดมาจนปัจจุบันว่า องค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ

..........................


ปล. สำหรับท่านที่สนใจอยากดู "หน้าตา" ของรัฐธรรมนูญเมอิจิ ของญี่ปุ่น มีให้ดูทีเว็บไซต์ "หอจดหมายเหตุแห่งชาติญี่ปุ่น" ที่นี่ (คำบรรยายภาษาอังกฤษ)http://www.digital.archives.go.jp/gallery/view/detail/detailArchivesEn/0000000005 และ (คำบรรยายภาษาญี่ปุ่น http://www.digital.archives.go.jp/gallery/view/detail/detailArchives/0000000005 )

ภาพประกอบ พระยามานวราชเสวี ผมเอามาจากเว็บไซต์ "วิกิพีเดีย" ไทย

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=298042026915750&set=a.137616112958343.44289.100001298657012
Collapse this post